ไทเฮาเผยรอยยิ้มเมื่อเห็นนาง เอ่ยขึ้นมาว่า “สมัยข้าอายุเท่าเจ้า ก็สง่างามเช่นนี้ เจ้าคงมาเพราะเหตุการณ์ช่วงหลายวันที่ผ่านมากระมัง ข้าได้ยินหมดแล้วละ”เซียวซูใจหายวาบอย่างบอกไม่ถูก
นางรู้สึกถึงความผิดปกติได้เล็กน้อย ท่านอาหญิงผู้สูงส่งซึ่งเคยปกครองหกตำหนักเคยมีน้ำเสียงอึดอัดกลัดกลุ้มเช่นนี้ที่ไหน แล้วจะมาพูดรำลึกความหลังได้อย่างไรกัน
“ต่อให้เป็นความสง่างามของท่านอาในปัจจุบัน อาซูก็ยากจะเทียมทัด นับประสาอะไรกับอดีตเล่าเจ้าคะ” เซียวซูค้อมกายคารวะ ลุกขึ้นแล้วเข้าหาด้วยความสนิทสนมดังเคย “ท่านอาคาดการณ์แม่นยำดั่งเทพยดา ช่วงนี้ท่านพ่อยากจะสงบจิตใจได้ ท่านอาก็ทราบอยู่แล้วว่าแต่ไหนแต่ไรมาเขาปราศจากความเด็ดขาดนอกจากนี้ยังคำนึงว่าเพิ่งล่วงสู่ฤดูใบไม้ผลิ บัดเดี๋ยวร้อนบัดเดี๋ยวหนาว สภาพอากาศแปรปรวนโดยมิอาจคาดเดา ท่านพ่อจึงสั่งให้อาซูมาเข้าเฝั้าและจะได้ขอคำชี้แนะจากท่านด้วยเจ้าค่ะ”
เซียวซูเอ่ยวาจาไร้ช่องโหว่เสมอมา มิหนำซ้ำยังชวนเบิกบานใจยิ่งนัก หากเป็นเมื่อก่อนครั้นได้ฟังรับรองว่าเซียวไทเฮาต้องหัวเราะและดึงนางมาสนทนากันไปแล้ว
แต่ยามนี้กลับเพียงจ้องมอง
ผ่านไปครู่ใหญ่ เมื่อเห็นรอยยิ้มบนใบหน้าเซียวซูค่อย ๆ เลือนหาย นางจึงกล่าวอย่างแช่มช้า “สมัยก่อนข้าจะไปเทียบเจ้าได้อย่างไร เจ้าก็พูดเองนี่ ผู้ที่ต้องการคำชี้แนะจากข้าก็คือท่านพ่อของเจ้า คือพี่ชายไม่ได้ความของข้า! ส่วนเจ้าเองเคยต้องการข้าเมื่อใดกันเล่า