นาดนี้
นางทอดสายมองท่านอา ถามกลับไปว่า“ท่านอาจะทนดูอาซูไปอภิเษกสมรสเชื่อมสัมพันธไมตรีที่ต๋าต๋าซึ่งอันตรายสุดแสนนั่นหรือเจ้าคะ”
เซียวไทเฮาใบหน้าปราศจากความรู้สึก ตอบโดยไม่สะทกสะท้าน “แม้กระทั่งจื่ออีที่เป็นเลือดเนื้อเชื้อไขของข้า นางยังไปได้ แล้วเจ้ามีเหตุผลอันใดจะไปไม่ได้”
เซียวซูก้มหน้า
เซียวไทเฮาลุกขึ้นโดยไม่แยแสนางอีก ทิ้งท้ายไว้ประโยคเดียว “ราชวงศ์ปราศจากบิดาและบุตร เจ้านั่นละโง่เขลาเกิน ไม่อาจโทษได้หรอกว่าข้าใจดำอำมหิตเกินไป”
ครั้นกล่าวจบ เงาร่างของเซียวไทเฮาก็ลับหายไปหลังฉากบังลม
แสงสายัณห์เบื้องนอกลาลับจนเลือนหายไปหมดแล้วเช่นกัน ภายในตำหนักจึงมีแต่ความมืดมนอนธการ
ดังนั้นไม่ว่าเซียวไทเฮาซึ่งจากไปแล้วหรือนางกำนัลซึ่งเดินเข้ามา จังหวะที่เงาร่างของเซียวไทเฮาลาลับและความมืดเข้าปกคลุมนั้น ไม่มีผู้ใดสังเกตเห็นเลยว่าความเคารพเทิดทูน ประหวั่นพรั่นพรึง เจ็บปวดรวดร้าวที่ปรากฏบนใบหน้างามพิลาสของเซียวซูได้เลือนหายสิ้นประหนึ่งสีบนภาพวาดเปียกน้ำ เหลือเพียงผิวหนังอันสะคราญซึ่งประดับด้วยองคาพยพงามวิจิตร
ราวกับหุ่นมนุษย์
กระทั่งว่ายังดูพิลึกอยู่บ้าง
นางลุกขึ้นอย่างสงบเยือกเย็นผิดปกติ เดินออกจากตำหนักใหญ่โดยใบหน้ายังคงประดับรอยนิ้วทั้งห้าที่เซียวไทเฮาฝากไว้
เหล่านางกำนัลถือโคมชาววังตามมาส่งนางออกจากวังหลวง
อาจเพราะได้ยินมาบ้างว่าไทเฮากริ้วจัดยามประทับในตำหนัก พวกนางกำนัลจึงไม่กล้ามองสำรวจนางให