่งจริงระหว่างนางกับจางเจอซึ่งโหยวเย่ว์เสกสรรปันแต่งที่โรงเตี๊ยมสู่เซียงก็แพร่ไปตามท้องถนน
หญิงรับใช้จากเรือนเมิ่งซื่อมาเชิญตัวเจียงเสวี่ยหนิงแต่เช้าตรู่ เห็นชัดว่าหัวเสียถึงขีดสุดต้องการเรียกนางไปซักถามให้ชัดเจน
เจียงเสวี่ยหนิงกำลังนั่งหวีผมหน้ากระจก
เมื่อฟังหญิงรับใช้พูดจบ นางก็หยิบแจกันดอกไม้ทางด้านข้างปากระแทกศีรษะอีกฝั่ายด้วยใบหน้าเฉยชา กล่าวเสียงเรียบว่า “นี่เพียงเริ่มต้นก็มาคิดบัญชีกับข้าเสียแล้ว ยังเร็วไปหน่อยนะ!รอดูอีกสักสองวันเถอะ”
สองปีก่อนยามนางทำตัวยโสโอหังใช่ว่าจะไม่เคยลงมือกับบ่าวไพร่สาวใช้
แต่ไม่เคยน่ากลัวอย่างครั้งนี้
ถึงขั้นน้ำเสียงเจืออารมณ์ขัน ทว่าใบหน้าสงบนิ่งดุจทะเลสาบน้ำแข็งคล้ายปราศจากความรู้สึกคว้าของปาอัดศีรษะคนทันที
หญิงรับใช้รู้ว่าเจียงเสวี่ยหนิงก่อเรื่องมาจึงใช้น้ำเสียงไม่ค่อยดี แต่เมื่อถูกแจกันดอกไม้กระแทกหน้าผากและใช้มือคลำจนพบโลหิตก็ตกใจจนความกล้าหดหาย ตะโกนแหกปากร้องไห้โวยวาย
เจียงเสวี่ยหนิงทำเหมือนไม่ได้ยิน
นางหยิบต่างหูรูปจันทร์เสี้ยวแกะจากปะการังสีแดงตรงโต๊ะเครื่องแปั้งมาประดับใบหูก่อนจะสั่งให้เหลียนเอ๋อร์นำจดหมายที่ตนเขียนเสร็จตั้งแต่เช้าไปมอบให้คนส่งหาโหยวฟางอิ๋นที่แดนสู่ จากนั้นสั่งถังเอ๋อร์บอกให้คนเตรียมรถม้าเพื่อออกจากจวน
ก่อนไปนางเปิดกล่องหยิบสัญญาและเอกสารรับรองการซื้อขายหุ้นนาเกลือตระกูลเหรินหนึ่งหมื่นหุ้นออกมา แม้กระทั่งตราประทับยังพกติด