าบ้างนะ”
โหยวเย่ว์ไหนเลยจะยอมฟัง
นางรู้สึกว่าบุพการีช่างโง่เขลา “ขายออกไปเพื่อให้ได้เงินกลับคืนมาเนี่ยนะ เวลาเช่นนี้ข่าวแพร่ไปแล้ว พวกท่านนึกว่าคนในเมืองหลวงพวกนั้นเป็นคนดีหรือไร เมื่อเกิดเรื่องกับนาเกลือแล้วผู้ใดยังจะซื้อหุ้นที่ไม่มีทางได้เงินกลับคืนมาอีกเล่าต่อให้ท่านยอมขายก็เกรงว่าไม่มีใครยอมซื้อหรอก! เช่นนี้ไยไม่ลองเดิมพันดูสักตั้ง ในเมื่อเกิดเรื่องกับนาเกลือ เจ้าคนแซ่เหรินกับนางสารเลวนั่นก็ยังไม่ตายมิใช่หรือ เงินที่มีอยู่ในมือเพียงน้อยนิดไม่อาจกอบกู้ให้พลิกฟืนกลับคืนมาได้หรอกเจ้าค่ะ!”
นางถลึงตา แสดงอาการดึงดันไม่รับฟังความเห็นต่าง ถึงขนาดเผยความดุร้ายน่าพรั่นพรึงหลายส่วนอีกด้วย
ทุกคนตะลึงงัน
นิ่งอึ้งไปครู่หนึ่ง ปั๋อฮูหยินก็ยิ่งร่ำไห้ปิมว่าจะขาดใจ ส่วนท่านปั๋อถูกเพลิงโทสะแผดเผาสติสัมปชัญญะ คว้าหวายที่อยู่ไม่ไกลมาง้างไปทางโหยวเย่ว์ ด่าทอดังลั่นว่า “นางลูกอกตัญูนางลูกอกตัญู!”
โหยวเย่ว์เห็นชิงหย่วนปั๋อบันดาลโทสะท่าทางดุร้ายก็หวาดกลัวอยู่บ้าง
แต่ถึงอย่างไรนางก็ไม่ยอมรับว่าตนล้มเหลวจึงกลั้นหายใจเชิดหน้าลำตัวเหยียดตรง กล่าวด้วยความแน่วแน่ “เงินที่ได้มาเป็นเงินของข้าเมื่อขาดทุนไปก็ยังคงเป็นเงินของข้า แล้วมันเกี่ยวอะไรกับพวกท่านด้วย ข้าจะขายเมื่อถึงเวลาที่สมควรเอง!”
นางสะบัดแขนเสื้อเดินออกจากห้องไป
ไม่นานก็มีเสียงแจกันตกแตกดังมาจากห้องอักษรทางด้านหลัง ทว่านางมิได้รั้งฝีเท้า เดินกลั