ข้ามาพร้อมนางกำนัลหลายคน เพียงแต่ไม่นับว่ามาเร็วมาก เพิ่งจะมองเห็นเจียงเสวี่ยหนิงและส่งยิ้มให้ซุนซู่มหาบัณฑิตผู้สอนวิชาคำนวณแห่งสถานศึกษาหลวงก็มาถึงพอดี
ก่อนหน้านี้เจียงเสวี่ยฮุ่ยสั่งให้คนหาตำราหมากล้อมมาให้นางอ่านสองเล่ม บอกว่าช่วงที่นางไม่อยู่อาจารย์เริ่มสอนการเดินหมากล้อมมิใช่เรื่องโกหกจริงด้วย
ซุนซู่สอน ‘ตำราวิชาคำนวณสิบบท[1]’ ไปเกือบครึ่งเล่มแล้ว
นับว่าเขาหนุ่มกว่าอาจารย์คนอื่น แม้มิใช่หนอนหนังสือแต่ก็ลุ่มหลงศาสตร์คำนวณหลังจากตั้งท่าแล้วจึงเริ่มสอนพวกนาง หลายสิ่งในใต้หล้าแฝงด้วยหลักแห่งการคำนวณ อาทิหมากล้อมซึ่งดูคล้ายต้องคิดไตร่ตรองอย่างลึกซึ้งถี่ถ้วน แต่แท้จริงแล้วแข่งกันที่ใครสมองเร็ว คิดคำนวณวางแผนอนาคตได้ดีกว่า
เจียงเสวี่ยหนิงนึกไม่ถึงอย่างยิ่งว่ามีเรื่องเช่นนี้ด้วย เดิมทีฝีมือเดินหมากของนางก็ย่ำแย่อยู่แล้วอีกทั้งก่อนหน้านี้ยังขาดเรียนไปหลายวันเพราะเหตุการณ์ที่ทงโจว ไม่รู้เลยว่าเขาเคยสอนสิ่งใดบ้าง แม้นั่งย่นหัวคิ้วฟังด้วยความตั้งใจอย่างสงบเสงี่ยมภายในตำหนัก ทว่าสมองสับสนไปหมด
เมื่อฟังไม่เข้าใจย่อมใจลอยได้ง่าย ๆ
นางนั่งริมหน้าต่างพอดี ครั้นเบื่อหน่ายจึงมองออกไปเหม่อ ๆ คาดไม่ถึงว่าจิตใจเพิ่งล่องลอยได้ไม่นานนัก เงาร่างสวมชุดนักพรตสีครามหม่นก็รุกล้ำครรลองจักษุทางด้านซ้ายจนนางสะดุ้ง
เมื่อวานเซี่ยเวยไอเพราะสำลักเขม่าควันจากเตาภายในห้องเครื่อง มิหนำซ้ำครั้นกลับไปถึงตำหนักข้างก็ใก