มีลมจึงรู้สึกหนาว ๆ เจ้าค่ะ”
อย่างไรเสียนางก็นั่งอยู่ต้นลม
แม้ซุนซู่จะไม่ค่อยพอใจที่นางก่อเหตุวุ่นวายขณะตนกำลังบรรยาย ทว่าไม่เอ่ยอะไร หันหน้ากลับไปสอนต่อเจียงเสวี่ยหนิงฟังต่อสักพัก เมื่อเห็นซุนซู่ไม่สนใจตนแล้วจึงแอบแง้มบานหน้าต่างเงียบ ๆ อีกครั้ง
นอกตำหนักแสงอรุโณทัยสาดส่องมุมชายคาขั้นบันไดเจิดจ้าเปล่งประกาย
ทว่าปราศจากเงาร่างของเซี่ยเวยแล้ว
เสิ่นหลางยังรอเขาอยู่ คงไม่ว่างมาถือสาหาความเรื่องเล็กน้อยพวกนี้กับนาง
ไม่อนุญาตให้เหม่อขณะเรียนบ้างเลยหรือไร
เจียงเสวี่ยหนิงบ่นอุบในใจ ยิ่งคิดยิ่งรู้สึกว่าตนมีเหตุผล จึงปล่อยวางไปเสีย
คิดไม่ถึงว่าเพิ่งเรียนจบคาบเช้า ตกบ่ายก็มีคนมา ‘เชิญ’
เป็นขันทีน้อยที่คอยรับใช้ภายในตำหนักเฟิงเฉินซึ่งเคยพบก่อนหน้านี้นั่นเอง เขาก้มศีรษะกล่าวกับนางด้วยความเคารพนบนอบ “เซียนเซิงแจ้งว่าคุณหนูรองเจียงไม่มาเรียนในวังหลายวันคงตามผู้อื่นไม่ทันพอสมควร ดังนั้นยามบ่ายจึงขอเชิญไปพบเซียนเซิงเพื่อทดสอบเสียหน่อยขอรับ”
เจียงเสวี่ยหนิงพลันเจ็บปวดรวดร้าวราวกับเสียบุพการีขาทั้งสองคล้ายถูกถ่วงตะกั่ว เดินเยื้องย่างไปยังตำหนักข้างของตำหนักเฟิงเฉินทีละก้าว เมื่อเข้าไปในตำหนักก็เห็นเซี่ยเวยนั่งอยู่หลังโต๊ะที่คุ้นเคย ถือพู่กันขนาดเล็กกำลังเขียนฎีกาฉบับหนึ่ง
นางเข้าไปคารวะ
เซี่ยเวยไม่ช้อนตามอง พู่กันในมือเคลื่อนไหวประดุจสายวารีปราศจากการหยุดชะงัก เพียงถามว่า “เที่ยวเล่นไร้สาระที่ทงโจ