ถือโอกาสดื่มกันสักสองจอกเถิด ถือว่าอวยพรวันเกิดให้เจ้าแล้วกัน”
นับตั้งแต่มาถึงฟางเมี่ยวไม่ค่อยได้สนทนากับเสิ่นจื่ออีเลย อย่างไรเสียเหล่าพระสหายร่วมศึกษาแห่งเรือนหยางจื่อก็ล้วนมีฐานะและฝีมือเก่งกาจกว่า จะรอเข้าแถวเพื่อเข้าหาองค์หญิงอย่างไรก็มาไม่ถึงลำดับของนางอยู่แล้ว ดังนั้นแม้เสิ่นจื่ออีจะไม่เอื้อนเอ่ยแสดงความใส่ใจมากนักนางก็ไม่ได้ถือสา
เหล่านางกำนัลต่างมาตั้งสุราอาหาร
นางนั่งกับเจียงเสวี่ยหนิงและดื่มสุราร่วมกับเสิ่นจื่ออี คงเพราะรู้ว่ายามนี้บรรยากาศไม่สู้ดีจึงพยายามพูดเรื่องน่าสนุกให้เบิกบานกันด้วยเหตุนี้พวกนางจึงเปล่งเสียงหัวเราะได้บ้างเป็นครั้งคราวดื่มสุราผ่านไปสามรอบ ความกลัดกลุ้มก็ปลาสนาการ
ทั้งสามดื่มจนเมามาย
ฟางเมี่ยวคออ่อนสุด นอนฟุบศีรษะกับโต๊ะ
เสิ่นจื่ออีเองก็มีฤทธิ์สุราแล่นขึ้นศีรษะ ครั้นเห็นฟางเมี่ยวล้มพับไปแล้วก็หัวเราะ ก่อนจะจูงมือเจียงเสวี่ยหนิงออกไปชมแสงจันทราวันที่สิบหก ทว่าเท้ากลับเบาหวิว ล้มก้นกระแทกขั้นบันไดด้านนอกจนลงไปนั่งแทน
กลางดึกน้ำค้างลงหนัก ขั้นบันไดชื้นแฉะเจียงเสวี่ยหนิงดื่มสุราไปไม่น้อยจนวิงเวียนอยู่พักหนึ่ง แต่ยิ่งดื่มยิ่งมีสติ นางนั่งบนขั้นบันไดแหงนศีรษะมองจันทรายามเหมันต์อันเย็นเยือกกลางนภาร่วมกับเสิ่นจื่ออี
เสิ่นจื่ออีกอดแขนนางเบา ๆ ราวกับรู้สึกหนาวเล็กน้อย
นางเปล่งเสียงอู้อี้ “หนิงหนิง…”
เจียงเสวี่ยหนิงไม่กล้าหันศีรษะกลับไปด้วยกลัวจะสบกับดวงตาที่ม