ีน้ำตาคลอ เพียงเอ่ยว่า“องค์หญิง หม่อมฉันอยู่ตรงนี้เพคะ”
เสิ่นจื่ออีพึมพำ “ข้ากลัวมากเลยว่าพอไปแล้วจะไม่ได้พบเจ้าอีก”
เจียงเสวี่ยหนิงทอดสายตามองจันทร์กระจ่างอันขาวซีด ปล่อยให้มันส่องลงมายังดวงหน้าอวลไอสุราของนางจนซีดเซียวเช่นกัน ไม่กล่าวคำใดเป็นเวลานาน
มีน้ำตาเปียกชื้นบริเวณซอกคอ
เสิ่นจื่ออีถอนหายใจระคนหัวเราะ “บางครั้งข้าก็แค้นใจจริง ๆ ที่เกิดมาเป็นเชื้อพระวงศ์…”
เจียงเสวี่ยหนิงร่างสั่นเทา ทว่าความกล้าหาญอันยิ่งใหญ่ประการหนึ่งพุ่งกระแทกดวงใจ ปล่อยให้ความคิดบ้าคลั่งซึ่งซุกซ่อนในใจผุดขึ้นมาอีกครา เอ่ยปากถามหลอกล่อเสิ่นจื่ออี “องค์หญิงไม่ต้องเสด็จไปอภิเษกสมรสหรอก หม่อมฉันจะช่วยพระองค์เอง ทรงหลบลี้หนีไปให้ไกลแสนไกลแทนดีหรือไม่เพคะ”
เสิ่นจื่ออีเอาหน้าซุกซอกคอนาง
คล้ายจะเมามาย เปล่งเสียงหัวเราะอู้อี้จากลำคอ “อืม หนิงหนิงพาข้าหนีไปให้ไกลแสนไกล”
บ่าหนักขึ้นแล้ว
ในที่สุดเสิ่นจื่ออีก็ผล็อยหลับเช่นเดียวกับฟางเมี่ยว
เจียงเสวี่ยหนิงนั่งร่างแข็งทื่อตรงขั้นบันไดเป็นเวลานาน เมื่อน้ำค้างเย็นยะเยือกตกกระทบขนตาจนเปียกชื้น หัวหน้ากองซูทางด้านข้างก็เดินเข้ามาประคองเสิ่นจื่ออีผู้เมามายจนหมดสติ นางถึงค่อยจับมือนางกำนัลแล้วลุกขึ้น ดื่มน้ำแกงสร่างเมาไปครึ่งชามพร้อมฟางเมี่ยวซึ่งถูกปลุกให้ตื่น จากนั้นให้นางกำนัลตำหนักหมิงเฟิงถือโคมไฟพากลับไปส่งที่เรือนหยางจื่อ
ฟางเมี่ยวเดินโซเซไม่อาจจำแนกทิศทางได้แต่แรกแล้ว