ครั้นกลับห้องตน หัวถึงหมอนก็หลับทันทีเจียงเสวี่ยหนิงเดินเข้าไปในห้อง ทว่าสติสัมปชัญญะกลับยังแจ่มชัดเป็นพิเศษ
นางจุดตะเกียง ตักน้ำล้างหน้าล้างตา ยืนจ้องเงาสะท้อนบนระลอกคลื่นที่ค่อย ๆ สงบในอ่างทองแดงเหม่อ ๆ อยู่นาน
จวบจนเสียงเคาะประตูเบา ๆ ปลุกให้นางได้สติ
ก๊อก ๆ
ดึกดื่นค่อนคืนกลับมีคนยืนเรียกเสียงแผ่วอยู่นอกประตูห้อง “คุณหนูรองเจียงหลับหรือยังขอรับ”เสียงค่อนข้างเล็กบาง ฟังดูก็รู้ว่าเป็นขันทีวังหลวง
ใบหน้าของเจียงเสวี่ยหนิงยังคงประดับด้วยหยดน้ำ รูม่านตาพลันหดรั้ง “ใครน่ะ”
ขันทีด้านนอกตอบว่า “มาส่งบะหมี่อายุยืนขอรับ”
เจียงเสวี่ยหนิงนิ่งอึ้งในบัดดล
บะหมี่อายุยืน?
ด้วยความสงสัยนางจึงเดินไปเปิดประตูและพบขันทีผู้หนึ่งดังคาด ไม่คุ้นหน้าเลย เขาสวมชุดห้องเครื่อง ถือกล่องอาหารของห้องเครื่องใบหนึ่ง
ผู้ที่จะเรียกใช้คนของห้องเครื่องได้กลางดึกแบบนี้มีสักกี่คน
มิหนำซ้ำสถานที่แห่งนี้ยังอยู่ในส่วนลึกของพระราชวังต้องห้าม ยังจะมีผู้ใดอีกที่รู้ว่าวันนี้คือวันเกิดของนาง
นางรับกล่องอาหารมาจากมือขันทีน้อยด้วยความงุนงงและรู้สึกว่าเบ้าตาร้อนชื้น ทำได้เพียงหลุบตาเอ่ยว่า “รบกวนแล้ว ขอบพระทัยองค์หญิงที่ยังทรงจดจำได้”เดิมทีขันทีน้อยยืนก้มหน้าด้วยความหวาดกลัวหน่อย ๆ ครั้นได้ยินคำกล่าวนี้ก็เงยขึ้นด้วยความประหลาดใจอยู่บ้าง อ้าปากคล้ายอยากพูดอะไร ทว่าสุดท้ายกลับหุบสนิท
เขาไม่เปล่งวาจา ถอยจากไปเงียบ ๆ
เจียงเสวี่ยหน