***
เจียงเสวี่ยหนิงนึกว่าเมื่อไปถึงตำหนักฉือหนิงแล้วจะได้พบเสิ่นจื่ออี แต่เมื่อทุกคนเข้าไปถวายพระพรภายในตำหนัก ยามช้อนตาขึ้นมากลับไม่พบคนที่ต้องการตามหาอยู่ข้างกายไทเฮา
นางมารเฒ่าเพิ่งหายดีจากการล้มปั่วยครั้งใหญ่ สีหน้าอ่อนล้าเล็กน้อย
เมื่อรับการถวายพระพรจากพวกนางก็เพียงไต่ถามเซียวซูไม่กี่ประโยค ไม่เอ่ยถึงเสิ่นจื่ออีแม้แต่น้อยอย่างผิดสังเกต จากนั้นจึงโบกมือให้พวกนางถอยออกไปโดยไม่แม้แต่จะออกปากเตือนให้พวกนางทำหน้าที่เป็นพระสหายร่วมศึกษาขององค์หญิงใหญ่ให้ดี
เจียงเสวี่ยหนิงย่นหัวคิ้วขณะเดินออกมาจากตำหนักฉือหนิงเห็นชัดว่าไม่ใช่แค่นางที่สงสัย
ซาลาเปาน้อยโจวเปั่าอิงผู้มีแก้มกลมปั่องก็สงสัยอยู่บ้างเช่นกัน “ไยวันนี้ไม่เห็นองค์หญิงใหญ่เล่า”
เซียวซูไม่ตอบคำ
เฉินซูอี๋หัวเราะแฝงความนัยลึกซึ้ง “วังหลวงกำลังจะเกิดงานมหามงคล อีกไม่นานองค์หญิงจะเสด็จไปอภิเษกสมรสเชื่อมสัมพันธไมตรีกับซยงหนู หลายวันนี้เตรียมการกันอยู่ ไม่ได้เสด็จออกจากตำหนักเกือบครึ่งเดือนแล้ว ย่อมไม่ได้เสด็จมาถวายพระพรไทเฮาร่วมกับพวกเรา”
โจวเปั่าอิงยกมือปิดปากร้อง “อา”
เหยาหรงหรงกะพริบตา ไม่รู้ว่าไม่เข้าใจจริงๆหรือแสร้งไม่เข้าใจกันแน่ เอ่ยเสียงค่อยว่า “ต่อให้ต้องเสด็จไปอภิเษกสมรสเชื่อมสัมพันธไมตรี แต่ไม่เสด็จมาถวายพระพรไทเฮาด้วยซ้ำ ออกจะออกจะไม่ค่อยเหมาะสมหรือเปล่า…”
เจียงเสวี่ยหนิงมองนางอย่างเย็นชา
โหยวเย่ว์มองสำรวจสีหน้าเจียงเสวี่