จะหาข้ออ้างอันใดกันเล่า คุณหนูใหญ่เซียวเป็นเลิศด้านรู้หลบเป็นปีกรู้หลีกเป็นหางอยู่แล้ว ท่านไม่ไปก็ช่างเถิด ยังมีผู้ใดต้องการไปด้วยอีกบ้าง”
นางเคลื่อนสายตามองผู้อื่น
เฉินซูอี๋ยืนอยู่ฝั่ายเดียวกับเซียวซูเสมอมาจึงไม่เปล่งวาจา เหยาหรงหรง หวาดกลัวจนก้มหน้าโจวเปั่าอิงขมวดคิ้วมุ่นมองเซียวซูกับเฉินซูอี๋ด้วยท่าทีงุนงงเล็กน้อยและลำบากใจยิ่งนัก โหยวเย่ว์แค่นเสียงเย็นชาปราศจากความเคลื่อนไหวอันใดส่วนฟางเมี่ยวควักเหรียญทองแดงจากแขนเสื้ออย่างรวดเร็ว จากนั้นก็ประนมมือเขย่า หลับตาท่องบริกรรม
เจียงเสวี่ยฮุ่ยขยับร่าง ทว่าพอเหลือบมองเจียงเสวี่ยหนิงก็คิดว่าองค์หญิงใหญ่ทรงสนิทสนมกับนาง เกรงว่าคงไม่ต้องการพบตน จึงล้มเลิกความคิดที่จะเดินออกไป
ไตร่ตรองครู่หนึ่งจึงกล่าวว่า “ข้ากับองค์หญิงมิได้สนิทสนมกันมากนัก ไม่กล้าบุ่มบ่ามไปเข้าเฝั้า หากน้องหญิงหนิงพบองค์หญิงแล้ว ถวายพระพรแทนข้าด้วยนะ”
เจียงเสวี่ยหนิงปรายตามองนางแวบหนึ่ง ไม่ตอบอะไรหลังจากรออยู่สักพัก เมื่อไม่มีผู้ใดก้าวออกมาและไม่มีผู้ใดขานรับ นางจึงเปล่งเสียงหัวเราะเย้ยหยัน จากนั้นสะบัดชายแขนเสื้อเดินจากไป
เดินออกไปได้สิบกว่าก้าวก็มีเสียงร้องตะโกนด้วยความร้อนรนจากทางด้านหลัง “ว้าย ออกมาแล้ว ทิศตะวันออก ลางดีชั้นยอด! เดี๋ยวก่อนคุณหนูรองเจียงผู้สูงส่ง รอข้าด้วยสิ!”
นางหันกลับไปมอง เป็นฟางเมี่ยวอย่างที่คิดจริงเสียด้วย
สตรีซึ่งแต่งกายเหมาะสมแต่กลับมีบุคลิกขอ