มองพวกนางก็เผยความประหลาดใจเล็กน้อย “คุณหนูรองเจียง นี่พวกท่าน?”
เจียงเสวี่ยหนิงตอบ “วันนี้เข้าวังจึงมาเข้าเฝั้าองค์หญิงเจ้าค่ะ”
หัวหน้ากองซูมีใบหน้าเคร่งขรึมไร้ความรู้สึกเสมอมา แต่พอได้ยินถ้อยคำนี้น้ำตาก็แทบไหลรินทำได้เพียงพาพวกนางเข้าไปในตำหนัก กระทั่งว่ายังแฝงอาการสะอื้นไห้ “ช่วงฉลองปีใหม่องค์หญิงยังทรงบ่นหาคุณหนูอยู่เลย ดีเหลือเกินที่ท่านมาเยี่ยมองค์หญิง”
แสงโคมประทีปนอกตำหนักสว่างเรืองโรจน์
แต่ถึงกระนั้นภายในตำหนักหมิงเฟิงกลับค่อนข้างมืด เนื่องด้วยจุดโคมไฟเพียงสองถึงสามดวง ครั้นเดินเข้าไปในช่วงฤดูเหมันต์ก็ทำให้ถึงขั้นรู้สึกว้าเหว่
เจียงเสวี่ยหนิงร่างสั่นสะท้าน
เงาร่างอ้อนแอ้นเบื้องหน้าทาบทอบนพื้นอันเรียบลื่นและมืดมิด
เสิ่นจื่ออีสวมชุดชาววังลายหงส์เหินสีเหลืองอ่อนอยู่หน้าฉากบังลม แม้ลำแสงจะตกกระทบเส้นด้ายงามวิจิตรบนชุดไม่มากนัก แต่ก็ยังขับเน้นให้เปล่งประกายระยิบระยับ สมกับเป็นองค์หญิงผู้สืบเชื้อสายราชสกุล
นางกำลังเงยศีรษะมองฉากบังลม คล้ายจิตใจไม่อยู่กับเนื้อกับตัว
หัวหน้ากองซูเดินเข้าไปแจ้งด้านใน
นางผินหน้ากลับมาเล็กน้อย ครั้นเห็นว่าเป็นเจียงเสวี่ยหนิงซึ่งไม่ได้พบหน้ากันเกือบหนึ่งเดือนมาเข้าเฝั้ากลับมิได้ประหลาดใจมากนัก มีท่าทีราวกับว่านางก็เป็นคนเช่นนี้มาโดยตลอด เผยรอยยิ้มด้วยกิริยาเป็นธรรมชาติ “หนิงหนิงมาแล้วหรือ”
ยามนี้เจียงเสวี่ยหนิงตื่นตระหนกอย่างยิ่ง
เพราะใบหน้าขณะเสิ่นจ