ื่ออีเบือนกลับมาดูสงบเยือกเย็นไร้ความรู้สึก ปราศจากความซุกซนหรือแม้กระทั่งความโอหังไร้เหตุผลดังเคยประหนึ่งไม่แยแสสิ่งใดทั้งสิ้น ไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้นหรือไม่มีอะไรเลยล้วนไม่สำคัญ
นั่นคือความเหนื่อยล้า
เสมือนว่าหากลอกเปลือกนอกของรูปโฉมอันงดงามของบุคคลนี้ออก สิ่งที่หลงเหลือภายในจะมีเพียงสีขาวหม่น
ความรู้สึกผิดและละอายใจของนางพลันถั่งท้นดุจกระแสน้ำ เสิ่นจื่ออีซึ่งดีต่อนางอย่างล้นเหลือยังคงถูกกักตัวอยู่ในวังหลวง ไฉนนางถึงกล้าผุดความคิดที่จะฉวยโอกาสหลบหนีไปสุดหล้าฟั้าเขียวระหว่างปราบนิกายสวรรค์ที่ทงโจวได้เล่า
ชาติก่อนนางเคยเห็นเสิ่นจื่ออีเดินทางไปอภิเสกสมรสเชื่อมสัมพันธไมตรีที่ต๋าต๋าเองกับตา
แถวของคณะราชทูตและราชองครักษ์ซึ่งเดินทางไปส่งเลี้ยวลดคดเคี้ยวยาวตั้งแต่วังหลวงจนถึงนอกเมือง
ทว่าสิ่งที่หวนคืนมามีเพียงโลงศพเย็นเฉียบเพียงโลงเดียว!
เจียงเสวี่ยหนิงน้ำตาร่วงเผาะโดยไม่ทันตั้งตัวเสิ่นจื่ออีกลับเดินเข้ามาจับมือ รอยแผลเป็นบริเวณหางตาปราศจากเครื่องประทินโฉมคอยปกปิด ภายใต้ลำแสงที่ขยับวูบไหวบัดเดี๋ยวมืดบัดเดี๋ยวสว่าง นั่นคือรอยแผลเป็นที่กรีดบนใบหน้ายามบ้านเมืองระส่ำระสายโลหิตไหลนองเป็นท้องธารในสมัยนั้น
นางพาเจียงเสวี่ยหนิงเดินมาตรงหน้าฉากบังลม “ดูสิ อีกไม่นานข้าจะต้องไปอยู่ที่อีกฟากฝังของด่านเยี่ยนเหมินแล้วนะ”
ตรงนั้นเป็นภาพแผนที่ชายแดนซึ่งใช้น้ำหมึกวาดอธิบายเขตแดนภายนอกด่านเยี่ยนเหมินพื้นที่