เซียวติ้งเฟยงอง้ำในบัดดล ไม่อยากจะเชื่อเลยว่านางพูดอะไรออกมา ทั้งยังสัมผัสได้ถึงความระมัดระวังและห่างเหินที่นางแสดงออกด้วย ลอบบริภาษในใจว่า ไม่รู้ไอ้ลูกเต่าคนไหนขัดขวางไม่ให้ข้าได้เกาะขาใหญ่เช่นเจียงเสวี่ยหนิง แต่ถึงกระนั้นเปลือกนอกกลับแสดงสีหน้าน่าเวทนาสงสาร
เขากล่าวเสียงอ่อย “คุณหนูรองเมินข้าเสียแล้ว”
เสียงไม่ดังมากและแฝงความตัดพ้อบางเบาแม้มีร่างกายกำยำล่ำสันทว่ายามยืนอยู่เบื้องหน้าเจียงเสวี่ยหนิงกลับดูว่านอนสอนง่ายเหลือแสนราวกับลูกสุนัขเชื่อง ๆ ต่างจากท่าทีที่ปฏิบัติต่อเซียวซูเมื่อครู่ราวกับเป็นคนละคน!
เจียงเสวี่ยหนิงพลันกระสับกระส่ายไปทั้งร่างส่วนเหยียนผิงอ๋องอ้าปากค้างจนกรามแทบร่วง
แม้แต่หลินจืออ๋องเสิ่นเจี้ยยังอดใช้สายตาค้นหาเพ่งพิศเซียวติ้งเฟยกับเจียงเสวี่ยหนิงไม่ได้
ทางด้านพระสหายร่วมศึกษาจากเรือนหยางจื่อ โหยวเย่ว์มองจนตาค้าง เป็นไปได้อย่างไร…
เมื่อครู่ข้าเพิ่งเหน็บแหนมเจียงเสวี่ยหนิงว่าวันนี้ไม่หมือนวันวานอยู่เลย!
เยี่ยนหลินจากไป อีกฝั่ายไม่ได้เข้าร่วมการคัดเลือกพระชายาหลินจืออ๋อง แม้แต่องค์หญิงใหญ่เล่อหยางซึ่งคอยคุ้มหัวและปล่อยให้นางกำเริบเสิบสานมาตลอดยังต้องไปอภิเษกสมรสเชื่อมสัมพันธไมตรี! เดิมทีโหยวเย่ว์คิดว่าจากนี้ไปเจียงเสวี่ยหนิงจะต้องสงบเสงี่ยมเจียมตัวและรู้จักดูสีหน้าผู้อื่น
ผู้ใดจะคิดว่าติ้งกั๋วกงซื่อจื่อเซียวติ้งเฟยผู้ช่วงนี้เป็นเสมือนดวงตะวันกลางเวหาภายในเมืองหลว