คนอย่างเซียวติ้งเฟย
ช่วยไม่ได้ที่เขาเป็นดาบชั้นดีซึ่งมักคอยทิ่มแทงตระกูลเซียวให้เต้นเป็นเจ้าเข้า มิหนำซ้ำพวกตระกูลเซียวยังมิอาจทำอะไรนางได้ ต่อให้เป็นเซียวซูผู้สูงส่งและสีหน้าไม่แปรเปลี่ยนก็ยังเดือดดาลจนต้องดื่มยาระงับเพลิงโทสะอยู่เสมอ
แต่ว่าชาตินี้…
เจียงเสวี่ยหนิงมองสายตาของอีกฝั่ายที่ไม่ว่าจะพูดอะไรก็วนเวียนอยู่ที่ใบหน้าตน จึงมั่นใจว่าเรื่อง ‘คบคนที่หน้าตา’ ของเขามิได้เปลี่ยนแปลงแม้แต่น้อย ทว่าอีกสาเหตุคงเป็นเพราะความสัมพันธ์ของนางกับจวนหย่งอี้โหวกระมัง
จวนหย่งอี้โหวเป็นตระกูลฝังมารดาของเซียวติ้งเฟย เยี่ยนหลินเป็นญาติผู้น้องของเขา
ในเมืองหลวงมีผู้ใดไม่รู้บ้างว่านางสนิทสนมกับเยี่ยนหลิน
ครั้นนึกถึงเยี่ยนหลิน เจียงเสวี่ยหนิงก็หดหู่กว่าเดิมหลายส่วน เมื่อคืนสติก็ได้ยินคนตรงหน้าพูดจาเกินจริงมากขึ้นเรื่อย ๆ ฮ่องเต้ซาบซึ้งพระทัยแทบหลั่งพระอัสสุชล เซียวหย่วนถูกเขายั่วโมโหจนขยี้เท้าร่ำไห้ อะไรต่อมิอะไรมากมายไปหมด…
โม้จนจะลอยขึ้นสวรรค์อยู่แล้ว!
นางปวดศีรษะ จำต้องตัดบทโดยพลัน“ซื่อจื่อ ข้าทราบแล้ว ดังนั้นท่านต้องการให้ข้าดูแลเช่นไร”เซียวติ้งเฟยกำลังคุยโวถึงอารมณ์ แค้นใจที่ไม่อาจพูดว่าต้องการให้เจ้าคนแซ่เซี่ยผู้นั้นคุกเข่าให้ตนเองด้วย เมื่อถูกตัดบทกะทันหันจึงไม่พอใจเล็กน้อย แต่พอช้อนตามอง แม่นางผู้ตัดบทเขาดวงหน้างามพิลาส สว่างไสวดุจดวงตะวันยามเช้าเฉิดฉันดั่งสัตตบงกชชูช่อกลางสายธารใสกระจ่างคิ