ินบางอย่างก็ต้องใช้เวลานะเจ้าคะ นี่เพิ่งผ่านไปแค่สี่ปีเอง มิหนำซ้ำหลังจากน้องเข้าวัง ข้าเห็นว่านางดีขึ้นพอสมควรเลย ครั้งนี้นางตกระกำลำบากอยู่ภายนอกไม่ใช่น้อย ท้ายที่สุดแล้วนางก็เป็นเลือดเนื้อเชื้อไขจากครรภ์ของท่าน เลือดย่อมข้นกว่าน้ำ หากท่านโหดร้ายกับนางต่อไปจะไม่ยิ่งผลักไสให้น้องหวนคืนสู่เส้นทางเดิมหรือเจ้าคะ”
เมิ่งซื่อ “นางเหมือนเลือดเนื้อเชื้อไขของข้าที่ไหนกัน”
เจียงเสวี่ยฮุ่ยนิ่งเงียบไปสักพัก จากนั้นจึงระบายลมหายใจ “อย่างไรเสียก็อยู่ในช่วงเทศกาลปีใหม่ อีกทั้งเหตุการณ์ไม่ได้ลุกลามบานปลาย น้องกลับมาคราวนี้คงสงบเสงี่ยมลงไม่น้อยเหตุใดท่านต้องตำหนินางด้วยเล่า หากทำให้น้องหงุดหงิดรำคาญใจเข้าแล้วจะทำเช่นไร นางมิได้มีนิสัยว่าง่ายแบบคนทั่ว ๆ ไปนะเจ้าคะ”
เมิ่งซื่อได้ยินก็เงียบงันครู่ใหญ่
เจียงเสวี่ยหนิงยืนฟังอยู่ข้างกำแพงนอกลานเรือน คิดว่าเจียงเสวี่ยฮุ่ยก็เก่งกาจนัก ถึงขั้นโน้มน้าวเมิ่งซื่อสำเร็จ
นางย่างเท้า ใคร่เดินเข้าไปคารวะ
ผู้ใดจะคาดคิดว่ายามนี้เสียงหัวเราะซึ่งไม่รู้ว่าเศร้าโศกหรือยินดีกันแน่พลันดังขึ้นมา “บางครั้งข้าก็คิดนะ ยอมไม่รับรู้ตลอดไปว่านางต่างหากเป็นบุตรีในไส้ยังจะดีเสียกว่า…”
ณ ระเบียงทางเดินที่ทอดยาวเบื้องนอกระแนงดอกจื่อเถิงซึ่งบานในฤดูคิมหันต์เหลือไว้เพียงเถาวัลย์แห้งเหี่ยวโรยราบนโครงระแนง
เกล็ดหิมะกองสุมด้านบน
เจียงเสวี่ยหนิงเงยศีรษะมอง รู้สึกว่าทุกสรรพสำเนียงที่ดังอยู