่ข้างหูล้วนไกลห่าง คล้ายเจียงเสวี่ยฮุ่ยพูดอะไรบางอย่างขึ้นมาอีก แต่นางไม่อาจได้ยินชัดอีกต่อไป
ไม่นานนักก็มีเสียงฝีเท้าดังแว่วเข้ามาเจียงเสวี่ยฮุ่ยประเมินว่าบิดาไปรับตัวเจียงเสวี่ยหนิงแล้ว อีกไม่นานคงกลับถึงจวน เมื่อนึกถึงนิสัยของนางก็คิดว่าอีกฝั่ายคงไม่อยากเห็นตนที่เรือนท่านแม่เป็นแน่ จึงหาโอกาสกล่าวลาและออกจากเรือนของเมิ่งซื่อ
คิดไม่ถึงว่าเพิ่งเดินออกมาจากลานเรือนก็พบเจียงเสวี่ยหนิงยืนอยู่ข้างกำแพง
ชั่วพริบตาที่เผชิญหน้า เจียงเสวี่ยฮุ่ยรู้สึกว่าใบหน้าหมดจดงดงามซึ่งถูกเงามืดปกคลุมครึ่งหนึ่งดูซีดเซียวอย่างบอกไม่ถูก ประหนึ่งบุปผาต้องน้ำค้างใต้จันทร์กระจ่าง
แต่แล้วสถานการณ์แท้จริงที่เกิดขึ้นคือเจียงเสวี่ยหนิงส่งยิ้มให้
ครั้นเจียงเสวี่ยหนิงเห็นเจียงเสวี่ยฮุ่ยก็หมุนกายตั้งท่าจะจากไป
ไม่รู้เพราะเหตุใดตนถึงกระวนกระวายจนต้องส่งเสียงเรียกอย่างอึกอัก “น้องหญิง”
เจียงเสวี่ยหนิงรั้งฝีเท้า เคลื่อนสายตากลับมามอง “มีธุระหรือ”
“เปล่า ไม่มีอะไร…”
เจียงเสวี่ยฮุ่ยซึ่งยามปกตินับว่าเก่งกล้าสามารถและเข้ากับทุกคนได้ง่าย ขณะนี้กลับรู้สึกอับจนคำพูด ไม่รู้ว่าควรเอ่ยสิ่งใดดี ผ่านไปเนิ่นนานถึงกล่าวอย่างแช่มช้า “องค์หญิงทรงคิดถึงเจ้ามากเลย ถามข้าอยู่หลายครั้งหลายหน ช่วงเทศกาลปีใหม่พระองค์ประทานสิ่งของมาให้ค่อนข้างมาก ข้าสั่งให้คนนำไปไว้ที่ห้องของเจ้าแล้วนะ”
เจียงเสวี่ยหนิงกะพริบตาพลางนึกถึงเสิ่นจื่ออีนางหัวเรา