่นกัน”
เซียวซูตกตะลึงก่อนเป็นอันดับแรก ถัดมาก็ฟังความนัยของเซียวไทเฮาออก บังเกิดความประหม่าตื่นเต้นเล็กน้อยอย่างหาได้ยาก
เพียงแต่เมื่อใช้ความคิดกลับรู้สึกเหมือนมีเงาดำมืดเข้ามาปกคลุมอยู่หลายส่วน
นางเอ่ยว่า “จากท่าทีของหลินจืออ๋อง คล้ายจะแสดงความสนพระทัยต่อเจียงเสวี่ยฮุ่ยมากกว่า”
เซียวไทเฮาโบกมือพูดด้วยความมั่นใจยิ่งนัก“วางใจเถอะ มีข้าอยู่ทั้งคน”
เมื่อมีคำรับรองจากไทเฮา หากว่ากันตามเหตุผลแล้วเรื่องนี้ย่อมสำเร็จลุล่วงปราศจากข้อผิดพลาด
แต่เซียวซูมิใช่ผู้ที่จะยินดีล่วงหน้า หากเรื่องราวยังไม่กำหนดแน่ชัด สิ่งใดก็เกิดขึ้นได้นางจึงยังไม่เผยสีหน้ายินดีมากนัก เพียงกล่าวขอบคุณท่านอาหญิงด้วยใบหน้าประดับรอยยิ้ม
เหล่าชาววังซึ่งถวายการปรนนิบัติเห็นว่าดึกมากแล้ว จึงคิดจะประคองไทเฮาเข้าบรรทม
ทว่าขณะนี้เองจู่ ๆ ก็บังเกิดเสียงฝีเท้าเร่งรีบดังแว่วเข้ามา
เป็นหัวหน้าขันทีซึ่งวิ่งมุ่งหน้ามายังตำหนักบรรทมแห่งนี้ด้วยใบหน้าลิงโลด “หลีกไป หลีกไป มีข่าวดี มีข่าวดีใหญ่หลวง!”
เซียวไทเฮาอดชะงักไม่ได้ นางเลิกคิ้วด้วยความหลากใจเล็กน้อย ทอดสายตาไปที่ประตูพลางถามว่า “มีข่าวดีอันใด”
เซียวซูเองก็สงสัยใคร่รู้เป็นอันมาก
ขันทีผู้นั้นวิ่งจนเหงื่อเต็มหน้าผาก เขาโขกศีรษะกับพื้น ใบหน้ายิ้มแย้มจนบุปผาแทบจะเบ่งบาน “กราบทูลไทเฮา ท่านกั๋วกงกลับถึงเมืองหลวงโดยสวัสดิภาพตั้งแต่ครึ่งชั่วยามก่อน ได้รับชัยชนะครั้งใหญ่พ่ะย่ะค่ะ! เมื่อค