ึงสุขสบายไร้การผูกมัดยิ่งกว่ายามอยู่ในนิกายสวรรค์เสียอีก
บาดแผลบนบ่าเองก็ไม่ได้ส่งผลกระทบต่อการเดินเตร็ดเตร่ไปทั่ว
เมื่อวานเขายังพาทหารยามสองนายออกไปเที่ยวซ่องด้วย พอพบเหล่าโสเภณีก็พูดว่า “คราวนี้ข้าโชคดีแล้ว รู้หรือไม่ว่าข้าเป็นใคร ข้าเป็นลูกชายผู้โชคดีของติ้งกั๋วกงที่แม้แต่ฮ่องเต้ผู้มีพระราชอำนาจล้นฟั้าในเมืองหลวงยังต้องยำเกรงถึงสามส่วนเชียวนะ!”
พอคำพูดนั้นแพร่กลับมา เซียวหย่วนก็โมโหแทบร่างระเบิดเพียงแต่อย่างไรเสียเซียวติ้งเฟยก็เป็นคนที่เซี่ยเวยจับกุม แม้เซียวหย่วนคิดจะทำอะไรสักอย่างกับเซียวติ้งเฟย แต่ในช่วงเวลาก่อนจะคุมตัวไปถึงเมืองหลวงนั้นเขาไม่อาจแตะต้องได้แม้แต่น้อยด้วยเกรงว่าจะเผยพิรุธจนเซี่ยเวยสงสัย เขาจึงทำได้แค่สะกดกลั้นเพลิงโทสะอยู่ในอก
โถ ๆ อย่าได้เอ่ยถึงเลยว่าเขาหงุดหงิดใจมากเพียงใด!
ในทางกลับกัน เซียวติ้งเฟยยังคงแต่งกายด้วยแพรพรรณชั้นยอดและถือพัดจีบปิดลายทองแสร้งวางท่าสง่างามกลางฤดูหนาวดังเดิม ไม่รู้มายืนอยู่ข้างหลังนางนานเท่าใดแล้ว เพียงกำลังมองมาด้วยสายตาแปลกประหลาด “คิดอะไรอยู่หรือจริงจังขนาดนี้เชียว”เมื่อเจียงเสวี่ยหนิงเห็นเขาแล้วก็รู้สึกปวดเศียรเวียนเกล้า
นางจึงโพล่งกลับทันควัน “คุณชายติ้งเฟยมีธุระอันใด”
เซียวติ้งเฟยมองห้องครัวด้านนอกพลางหัวเราะร่า เผยอาการน้ำลายสอผ่านสีหน้ายามเอ่ยปาก “ได้ยินว่าคุณหนูเชิญพ่อครัวมาทำอาหารส่งท้ายปีไม่ใช่หรือ”
เจียงเสวี่ยหนิงร่างแข็