วยความอุกอาจ
เมื่อชายตามอง เซี่ยเวยซึ่งเดิมทีกำลังนั่งอยู่ไม่รู้ว่าฟุบไปตั้งแต่เมื่อใด
นางลุกขึ้นไปหาอย่างเบามือเบาเท้า ก่อนเอ่ยเรียกเสียงเบา “เซี่ยเซียนเซิง?”
เซี่ยเวยเอนพิงหมอนอิงด้านข้าง สองตาปิดสนิท แสงเทียนอันอบอุ่นรำไรส่องให้เห็นใบหน้าซีดเผือดที่ยังคงไร้สีเลือด ท่าทางคล้ายหลับไปแล้ว ปราศจากความดุร้ายเย็นชาชวนสะทกสะท้านเมื่อครู่ คิ้วที่คลายออกสงบนิ่งราวกับทิวเขา แต่ถึงกระนั้นก็ยังคงทำให้คนมิกล้ารบกวนด้วยเกรงจะทำให้ชาวสวรรค์ผู้นี้ตกใจ
เจียงเสวี่ยหนิงเห็นแล้วก็เงียบ
นางยืนอยู่ตรงหน้า ไม่กล้าส่งเสียงเรียกอีกขบคิดว่านี่เป็นโอกาสชั้นยอดเชียวละ ควรหนีออกไปโดยเร็วได้แล้ว ด้วยเหตุนี้นางจึงย่องออกนอกประตูดั่งแมวน้อย
เพียงแต่ขณะกำลังจะถึงประตู นางก็หันกลับไปมองพร้อมขบริมฝีปากเบา ๆ ลังเลครู่หนึ่งก็ย้อนกลับไปใหม่ ดึงผ้าห่มทางด้านข้างออกมาผืนหนึ่ง กลั้นลมหายใจแล้วค่อย ๆ วางลงบนบ่าเขา
ท่าทางติดจะคล้ายหัวขโมย
จากนั้นจึงค่อยไปเปิดประตู ขยับวูบเผ่นแผล็ว
พวกเจี้ยนซูรออยู่นอกประตูมานานแล้ว ครั้นเห็นนางออกมาจึงหันหน้ากลับไปจะเอ่ยคำ
เจียงเสวี่ยหนิงรีบยกนิ้วแตะริมฝีปาก
เจี้ยนซูและเตาฉินพลันนิ่งอึ้ง
นางกดเสียงให้เบาที่สุด กล่าวงึมงำว่า “เซียนเซิงหลับไปแล้ว!”
“…”
เจี้ยนซูและเตาฉินอึ้งงันอีกครา สบตากันด้วยความงงงวยส่วนเจียงเสวี่ยหนิงที่รอดชีวิตหลังประสบเภทภัยก็โบกมือให้พวกเขาด้วยความดีใจราวกับมุสิกที่