ลมอันสดชื่น ยามลงเสียงต่ำดั่งเสียงขับขานของสกุณากอปรความองอาจห้าวหาญที่ถ่ายทอดอย่างได้อารมณ์ ยามถึงช่วงที่สายสัมพันธ์อันล้ำลึกถูกตัดรอนก็เศร้าสร้อยกลัดกลุ้มอุราเจี้ยนซูกับเตาฉินฟังอยู่ข้างนอก
ท่ามกลางราตรีอันไร้สรรพสำเนียงอื่นใด มีเพียงเสียงร่วงหล่นเบา ๆ ของหิมะซึ่งทับถมบนต้นสนบรรเลงเคียงคู่
ภายในห้องพักอันเรียบง่ายสะอาดสะอ้านมีกลิ่นยาอบอวลเข้มข้น เป็นกลิ่นของยาที่ท่านหมอเพิ่งจะนำมาทาและทำแผลให้จางเจอใหม่ท่านหมอกล่าวพลางทอดถอนใจ “เกือบไปแล้วดีที่ไม่ได้บาดเจ็บบริเวณสำคัญ มิเช่นนั้นด้วยแผลดาบที่ลึกขนาดนี้ เกรงว่าคงถึงแก่ชีวิตไปแล้ว…”
จางเจอรวบปิดเสื้อคลุม ทันใดนั้นก็ทอดสายตามองนอกหน้าต่างเงาขุนเขาและต้นไม้ทอดทับภายในลานเรือนมืดมิด ทว่าเสียงพิณกลับลอยอ้อยอิ่งมาไม่ขาดสาย คราแรกยังฝืดฝืนอยู่บ้าง กระทั่งบรรเลงนานเข้าก็ค่อย ๆ คล่องแคล่วขึ้นมากจนให้ความรู้สึกว่าพอจะมีความชำนาญอยู่บ้าง
นำพิณติดตัวมาในสถานการณ์เช่นนี้ เห็นทีคงมีแต่รองราชครูเซี่ยผู้นั้น
เป็นพิณของเขา
แต่เสียงมิใช่ของเขา
จางเจอหลุบเปลือกตา ปล่อยให้ท่านหมอหิ้วล่วมยาจากไป เขายกมือแตะบาดแผลบนไหล่ช้าๆ ยังคงรู้สึกเจ็บอยู่ลึก ๆ
เขาฟังอยู่นานแสนนาน ในที่สุดเสียงพิณก็ค่อย ๆ เงียบงัน
เจียงเสวี่ยหนิงไม่รู้ว่าตนบรรเลงมาครึ่งชั่วยามหรือว่าหนึ่งชั่วยามแล้ว รู้สึกแค่ว่านิ้วมือกำลังจะถูกสายพิณกรีดเป็นแผล นางทนไม่ไหวแล้วจริง ๆ จึงหยุดบรรเลงด้