แล้วถึงกล้าใจลอยในเวลาเช่นนี้ ก่อนจะลุกขึ้นด้วยสารรูปดูไม่ได้เล็กน้อย
ทว่าเพราะเมื่อครู่นางถูกเขากระชากจนล้มลงไปนั่งจึงเจ็บหัวเข่าอยู่บ้าง
นางย่นหัวคิ้วเล็กน้อย ไม่รู้เพราะเหตุใดกลับรู้สึกร้อนตัวพอสมควร ไม่ได้แสดงความอวดดีเช่นยามปกติ อีกทั้งไม่กล้าเรียกร้องความเป็นธรรมด้วย นางข่มกลั้นความรู้สึกและทอดสายตามองไปยังมุมห้อง
จริงดังคาด อีกฟากหนึ่งมีโต๊ะพิณซึ่งตั้งพิณไว้คันหนึ่ง
เจียงเสวี่ยหนิงเห็นแล้วรู้สึกคุ้นตา
เป็นเอ๋อเหมยของเซี่ยเวยนั่นเอง
นี่คือพิณที่เซี่ยเวยประดิษฐ์เองเพื่อใช้งานนางหนังตากระตุก เมื่อเหลียวซ้ายแลขวาไม่เห็นพิณคันอื่น ความขลาดกลัวก็ผุดขึ้นในใจหลายส่วน เจียงเสวี่ยหนิงไม่ค่อยกล้าแตะต้อง แต่เมื่อเห็นเซี่ยเวยยังนั่งอยู่ที่เดิมโดยไม่ได้แสดงทีท่าว่ามีเจตนาจะชี้แนะอันใด นางก็จำต้องนั่งแต่โดยดี
เพียงแต่นางไม่ได้ฝึกพิณมาหลายวันแล้วจึงไม่ชินมือ
เพิ่งยกมือบรรเลง ‘ลำนำนภาคราม’ ได้สองท่อนก็ดีดเสียงผิด
นางตกใจเงยศีรษะมองเซี่ยเวย กลับเห็นเขาพาดข้อมือบนหัวเข่าโดยทิ้งปลายนิ้วลงมา สีหน้าคล้ายหม่นหมองขณะนั่งอย่างเปล่าเปลี่ยวใต้แสงตะเกียงหรุบหรู่ ไม่รู้ว่ากำลังคิดถึงสิ่งใด สรุปคือไม่ได้ด่าทอนาง
นางจึงรีบสงบจิตใจ
นางรีบแก้ตัวทันที แสร้งว่าไม่มีสิ่งใดเกิดขึ้นแล้วบรรเลงพิณต่อ
เสียงพิณสั่นไหวเล็กน้อย หลั่งไหลจากสายพิณที่กำลังสะเทือนไหว ไพเราะเสนาะหูอย่างยิ่งยามขึ้นเสียงสูงดุจเสียงครวญของสาย