องเจียงเสวี่ยหนิงถูกเขากุมเอาไว้ สัมผัสได้แต่ความเหนอะหนะ
ครั้นหลุบตาลงมองจึงพบว่ามือของเขาเต็มไปด้วยโลหิต
เนื่องจากฝั่ามือที่กุมมือนางข้างนั้นย้อมด้วยโลหิตสด ๆ ที่ไหลพรั่งพรูจากไหล่ซ้าย จึงเป็นภาพที่เสียดแทงนัยน์ตานัก
นางพลันคับแค้นใจที่ตนอ่อนแอไร้ความสามารถจนไม่อาจช่วยเขามากไปกว่านี้ในเวลาเช่นนี้ ทำได้เพียงเดินตามเขาไปทีละก้าวและพยายามไม่เป็นตัวถ่วง
เดิมทีศึกนี้เป็นการตะลุมบอนกันสามฝั่ายของนิกายสวรรค์ เหล่านักโทษ และทัพตระกูลเซียวโดยยากจะจำแนกฝั่าย เมื่อเพิ่มกลุ่มเจ้าหน้าที่จากศาลาว่าการซึ่งมาให้ความช่วยเหลือเข้าไปอีกก็ทำให้ขนาดของการต่อสู้ยิ่งขยายวงกว้าง อย่างน้อยก็ทำให้แรงกดดันของฝั่ายจางเจอกับเมิ่งหยางลดน้อยลง
กลับเป็นฝั่ายนิกายสวรรค์ซึ่งถูกโจมตีจนรับมือไม่ทันแทน
ผู้ที่เข้ามาสังหารจางเจอก่อนหน้านี้ถูกสกัดด้วยดาบ เห็นชัดว่าไม่อาจกระทำการให้ลุล่วงได้อีก เฝิงหมิงอวี่คิดไม่ถึงว่าจะเกิดเหตุแทรกซ้อนจึงเดือดดาลจนสบถด่าดังลั่นส่วนอู๋เฟิงก็พูดโน้มน้าว “หากไม่อดทนต่อเรื่องเล็กน้อยจะทำให้เสียงานใหญ่ อย่ามัวสนใจแต่จางเจอเลย”
เฝิงหมิงอวี่ถึงกล้ำกลืนความขัดเคือง ถามกลับว่า “ยังอีกไกลเท่าใด”
อู๋เฟิงกวาดตามองสำรวจรอบด้าน ขณะนี้สาวกนิกายสวรรค์ถอนตัวออกจากอารามซั่งชิงหมดแล้ว หากเดินอ้อมเส้นทางบนไหล่เขาด้านหลัง ถัดออกไปจะเป็นหุบเขาที่มีทุ่งหญ้ารกชัฏ
แววตาแปลกประหลาดฉายวาบภายในดวงตาเขา ก่อนจะกล่า