อเจียงเสวี่ยหนิงอยู่ครู่ใหญ่และสำรวจดวงตากับริมฝีปากนางอีกครา แต่กลับเผยสีหน้าสงสัยตัดสินใจไม่ได้หลายส่วน เขาอ้าปากคิดจะกล่าวถ้อยคำ ทว่าพอมองจางเจอแล้วก็ไม่ได้เอื้อนเอ่ย คล้ายกริ่งเกรงอะไรบางอย่าง
เมื่อจางเจอเห็นจึงถามว่า “เฝิงเซียนเซิงน้องสาวข้าเป็นเช่นไรบ้าง”
เฝิงหมิงอวี่ลังเลเล็กน้อย
หว่างคิ้วจางเจอทวีความเย็นชาขึ้นหลายส่วนถึงขั้นเผยชัดถึงความเย็นเยียบเสียดแทงกระดูกที่ไม่เคยปรากฏ “มีอะไรไม่สะดวกจะพูดด้วยหรือ”
“ไม่ ๆ ๆ ไม่ใช่แบบนั้นเลย” เฝิงหมิงอวี่กริ่งเกรงจริง ๆ แต่ก็นึกได้ว่าตนไม่เคยสั่งให้ลูกน้องลงมือกับสตรีเช่นเจียงเสวี่ยหนิง กล้าพูดได้ว่าปราศจากเรื่องให้ละอายใจ เขาจึงอธิบาย“อาการปั่วยของน้องสาวท่านรุนแรงมาก ดูอันตรายอย่างยิ่ง ไม่เคยได้ยินมาก่อนเลยว่ามีโรคปัจจุบันทันด่วนอะไรไร้อาการบอกล่วงหน้าเช่นนี้ด้วย กลับ กลับเหมือนถูกพิษเสียมากกว่า…”
เสียวเปั่าร้องเสียงดัง “ถูกพิษ?!”
สายตาของจางเจอพลันพุ่งไปยังร่างเฝิงหมิงอวี่
เฝิงหมิงอวี่ยิ้มขื่น “ข้ารู้ดีแก่ใจว่าใต้เท้าจางอาจสงสัยนิกายสวรรค์ ข้าถึงเกิดลังเล แต่ข้าเองก็เดินทางมาถึงทงโจวแล้วจึงไม่มีเหตุจำเป็นอันใดต้องลงมือกับเด็กสาวผู้อ่อนแอเช่นน้องสาวท่านเลย ส่วนวิชาแพทย์นั้นข้ารู้เพียงกระผีกเดียวหากให้รักษาโรคและอาการบาดเจ็บเล็กน้อยยังพอไหว แต่หากเป็นโรคและพิษร้ายแรงนั้นไม่กล้าวินิจฉัยหรอก สถานการณ์เร่งด่วนยิ่งนัก ไม่สู้หาหมอมาตรวจอาก