งครั้งนี้ต้องเสี่ยงอันตราย ใคร่อธิบายต้นสายปลายเหตุเช่นกันทว่าขณะเขากำลังจะเอ่ยปากกลับเห็นเฝิงหมิงอวี่เจ้าวิหารของนิกายสวรรค์กำลังเดินเข้ามาหาใบหน้าเต็มไปด้วยรอยเหี่ยวย่นประดับรอยยิ้ม
จางเจอจึงเก็บคำพูดที่มาถึงริมฝีปากกลับลงไป
เขามองเฝิงหมิงอวี่ “ชาวบ้านในหมู่บ้านแห่งนี้น่าเชื่อถือพอให้พวกเราหยุดพักที่นี่หรือไม่”
เฝิงหมิงอวี่กล่าวยิ้ม ๆ “สาวกนิกายสวรรค์ของพวกเรากระจายตัวทั่วทุกหัวระแหง มีพี่น้องอยู่ทุกหย่อมหญ้า ข้างในจึงจัดเตรียมคนของพวกเราเพื่อคอยให้ความช่วยเหลือมาตั้งนานแล้วส่วนพวกคนที่เดินทางกันมาล้วนเป็นเหล่าคนร้ายคดีอุกฉกรรจ์ที่หลบหนีจากคุกหลวง หากไม่ผลัดเปลี่ยนชุดปลอมแปลงตน เกรงว่าคงเข้าเมืองทงโจวไม่ได้ด้วยซ้ำ อีกสักครู่พวกเราจึงยังต้องกินอาหารอยู่ที่นี่ก่อน พักเที่ยงเสร็จแล้วค่อยออกเดินทาง”
จางเจอผงกศีรษะ “เยี่ยมมาก”
เฝิงหมิงอวี่กล่าวด้วยความเอาใจใส่อีกสองสามประโยค ถามถึงเจียงเสวี่ยหนิงอีกต่างหากต่อมาค่อยจากไป
ทุกคนพักผ่อนกันนอกหมู่บ้านชาวบ้านยกอาหารที่เตรียมมาจากบ้านของตน บ้างค่อนข้างอุดมสมบูรณ์ บ้างค่อนข้างเรียบง่ายธรรมดา พวกชาวบ้านถึงกับมีท่าทีสนิทชิดเชื้อประดุจพี่น้องกับ ‘กลุ่มกบฏนิกายสวรรค์’ ที่ราชสำนักเรียกขาน
เมื่อคืนแทบไม่มีอะไรตกถึงท้องมากนักนับประสาอะไรกับคนส่วนใหญ่ในกลุ่มซึ่งประทังชีวิตด้วยข้าวคุกมาก่อน
เพราะฉะนั้นทุกคนจึงกินอย่างมีความสุข
เจียงเสวี่ยหนิงเองก็กินไ