ทิ้งคนหนึ่งรวมถึงบิดากับพี่ชายและบุตรของน้องชายเจ้าด้วย ผู้อาวุโสอายุหกสิบสองปี ส่วนผู้เยาว์เพิ่งอายุได้สิบสามปีเท่านั้น หลังจากสังหารไปครึ่งคืน ก็เหลือรอดแค่สุนัขตัวหนึ่งซึ่งเจ้าเคยเลี้ยงเมื่อหลายปีก่อน”
กิ่งไม้ในมือเมิ่งหยางหักเปั๊าะ
เขาโยนท่อนที่หักเข้ากองไฟ ไม้เผาไหม้อย่างรวดเร็ว
ในที่สุดก็มีไอโลหิตแผ่พุ่งจากดวงตาหลายส่วน ทว่ากลับฉีกยิ้มมุมปาก “สมกับเป็นใต้เท้าจาง แม้แต่เรื่องนี้ก็รู้ด้วย”
ขณะเอ่ยถึงนั้นจางเจอไม่ได้รู้สึกอะไรนัก คดีสะเทือนใจที่ผ่านมือเขามีมากมาย ต่อให้นึกสงสารก็ไม่ถึงขั้นถูกผูกมัดด้วยอารมณ์ความรู้สึกจึงเอ่ยเพียงว่า “เจ้าถูกจับเข้าคุกหลวงมาช้านานเดิมทีต้องประหารหลังฤดูใบไม้ร่วง รายงานต้องผ่านมือกรมอาญาพอดี ข้าเองก็ทำงานในกรมอาญา ย่อมเคยอ่านรายงานคดีของเจ้าอยู่แล้ว”
หรือพูดได้ว่าจางเจอรู้จักเมิ่งหยางดียิ่งกว่าผู้ใด
นี่คือสิ่งที่เมิ่งหยางนึกไม่ถึง
เขาพลันสัมผัสถึงอันตรายอันไม่อาจระบุได้นึกหวาดระแวงจางเจอผู้เป็นหัวหน้าหน่วยกรมอาญาซึ่งดูธรรมดาสามัญอยู่ครามครันอย่างที่ไม่เคยเป็น
จางเจอคล้ายไม่รู้สึกถึงความหวาดระแวงนี้ดวงตาอันเฉยชาสะท้อนกองเพลิงภายในศาลเจ้ากล่าวราวกับเห็นเป็นเรื่องปกติว่า “เจ้าสังหารสมาชิกครอบครัวห้าสิบกว่าคน ถือว่ากระทำความผิดจริง ไม่ว่าจะมีเหตุผลเช่นไรก็ไม่อาจให้อภัยและไม่อาจละเว้น ตอนที่รายงานของคดีส่งมาถึงกรมอาญาก็เขียนคำตัดสินไปแล้วว่าให้ประหารเจ