ชคดีที่พวกเขาไม่ได้รับโทษถึงชีวิตเพียงต้องกลายเป็นสามัญชนเท่านั้น หากทนไหวภายภาคหน้าอาจมีโอกาสกลับมารุ่งโรจน์ใหม่ก็ได้”เจียงเสวี่ยหนิงนิ่งเงียบไม่ปริปาก
เจียงปั๋อโหยวกล่าวอีกว่า “นี่คือพระมหากรุณาธิคุณที่ฝั่าบาทพระราชทานเป็นกรณีพิเศษตรัสว่าทรงเห็นแก่จวนโหวที่สร้างคุณูปการใหญ่หลวง ทว่าแท้จริงแล้วเป็นเพราะทรงนึกถึงเด็กในครรภ์เวินเจาอี๋ต่างหาก ฝั่าบาทไม่ทรงอยากให้เด็กซึ่งยังไม่ได้เกิดต้องแปดเปือนกลิ่นคาวโลหิตจึงทรงยอมละเว้นจวนโหวเพื่อสั่งสมบุญให้เด็ก มิเช่นนั้นเอาแค่เรื่องจวนโหวมีความเป็นไปได้ว่าจะยังคงติดต่อกลุ่มกบฏผิงหนานอ๋อง ฝั่าบาทย่อมไม่ยอมละเว้นจวนโหวเป็นแน่แท้”
เจียงเสวี่ยหนิงย่อมเข้าใจเหตุผล แต่ครั้นคิดว่าทุกคนในจวนหย่งอี้โหวต้องแบกรับความอยุติธรรม ลาจากเมืองหลวงซึ่งพำนักมาหลายชั่วอายุคนและชีวิตอันพรั่งพร้อมอุดมสมบูรณ์ไปยังหวงโจว แม้แต่หนุ่มน้อยผู้นั้นยังต้องพลอยตกระกำลำบาก นางก็สัมผัสได้ถึงความเศร้าโศกที่เอ่อท้นจากก้นบึ้งของหัวใจ ทำให้ทรมานจับจิต
นางเอ่ยถามว่า “เมื่อไหร่หรือเจ้าคะ”
เจียงปั๋อโหยวครุ่นคิดแล้วตอบกลับ “ปัจจุบันอากาศหนาวเหน็บเพียงนี้ อีกทั้งใกล้สิ้นปีแล้ว ไม่ว่าอย่างไรก็ควรจะเป็นปีหน้ากระมัง”
เจียงเสวี่ยหนิงพยักหน้า ท่าทางคล้ายตรึกตรองอะไรบางอย่าง
จากนั้นก็สนทนากับเจียงปั๋อโหยวอีกครู่หนึ่งก่อนจะกลับห้องของตน
การประดับตกแต่งภายในห้องเรียบง่ายกว่าเดิมไม่น้อย
พิณโบร