มขลาดกลัวอยากถอยหนีแม้แต่น้อย
สิ่งที่เจียงเสวี่ยหนิงผู้ฉวยโอกาสมาที่นี่ยามราตรีมองเห็นก็คือใบหน้าด้านข้างอันเด็ดเดี่ยวนี้
เขาคงได้แต่มองจันทร์จากในคุก ไม่รู้กระทั่งว่ายามนี้คือยามใด
นางหยุดฝีเท้าไม่ก้าวต่อ โจวอิ๋นจือซึ่งตามหลังมาเห็นเข้าจึงกดเสียงเบา “คุณหนูโปรดพูดให้กระชับ รีบออกมาโดยไว ข้าน้อยขอตัวก่อนขอรับ”
ตอนนี้เองเยี่ยนหลินถึงเพิ่งได้ยินเสียงความเคลื่อนไหว
เขาหันศีรษะกลับมาเห็นเงาร่างยืนอยู่ใต้ตะเกียงริมผนัง
นางคงเข้ามาโดยปิดบังผู้อื่น เสื้อคลุมกันลมสีดำเข้มคลุมร่าง ห่อหุ้มตนเองอย่างแน่นหนา ทว่าดวงหน้าขาวนวลยังคงเปล่งประกายอ่อนโยนใต้แสงไฟหรุบหรู่ดังเดิม
ไม่จำเป็นต้องเห็นรูปโฉมโดยสมบูรณ์เยี่ยนหลินก็รู้ว่าเป็นนาง
ชั่วพริบตานั้นเขาหัวเราะเสียงต่ำทันที“แม้แต่ที่นี่ยังกล้ามา เจ้าช่างเก่งกล้าสามารถเสียจริง ๆ”
เจียงเสวี่ยหนิงขอบตาเรื่อแดง ผ่านไปครู่ใหญ่ถึงรู้ว่าเขาจำนางได้ ขณะย่างเท้าไปหาก็รู้สึกเหมือนกำลังเหยียบย่ำปุยเมฆ บัดเดี๋ยวลึกบัดเดี๋ยวตื้นให้ความรู้สึกกึ่งล่องลอย
เมื่อเดินเข้าใกล้ถึงเห็นรอยเลือดบนแผ่นหลังของเยี่ยนหลิน
ภายในห้องคุมขังอันหนาวเหน็บและเปียกชื้นแห่งนี้ นอกจากกลิ่นฟางกับกลิ่นสนิม ยังมีกลิ่นคาวโลหิตจาง ๆ กับกลิ่นขมของยาอบอวล
พอนางได้ยินว่าคดีจวนหย่งอี้โหวจะถูกตัดสินโดยหน่วยงานสามตุลาการ นางก็ไม่วางใจจนต้องส่งคนมาสอบถามโจวอิ๋นจือ สุดท้ายยอมเสี่ยงอันตรายขอให้เขาพาเข้