นวังหลวง…”
เสิ่นจื่ออีตอบ “ก็ยังดี อย่างไรเสียก็เป็นกนิษฐาของฮ่องเต้นี่นา ผู้ใดจะกล้ารังแกข้าเล่า”
เจียงเสวี่ยหนิงจึงไม่กล้าซักไซ้
จะว่าไปหากคำนวณจากช่วงเวลาชาติก่อนในสถานการณ์ที่จดหมายฉบับนั้นไม่ปรากฏ คดีของจวนหย่งอี้โหวน่าจะได้บทสรุปแล้วกระมัง
ชาตินี้สิ่งที่นางทำได้ก็ทำจนหมดสิ้นแล้ว แต่ไม่รู้เลยว่าผลลัพธ์สุดท้ายจะเป็นเช่นไร
อาชาสองตัวมาถึงละแวกใกล้เคียงถนนเส้นหนึ่ง ได้ยินเสียงดีดสีตีเปั่าอึกทึกเบื้องหน้า
ฝูงชนยืนเบียดเสียด ชมดูความครึกครื้นบริเวณสองข้างทาง
เสิ่นจื่ออีบังเกิดความสงสัยใคร่รู้ “ข้างหน้ากำลังทำอะไรกันอยู่น่ะ”
เจียงเสวี่ยหนิงเห็นแล้วรู้สึกว่าทิศทางของถนนเส้นนี้คุ้นตาอยู่บ้าง ทันใดนั้นสมองก็สว่างวาบประดุจประกายไฟ นางตบหน้าผากร้องว่า“แย่แล้ว ลืมไปเลย วันนี้ฟางอิ๋นออกเรือน!”
เรื่องที่เกิดขึ้นตลอดสองวันมานี้หนักหน่วงและน่าตื่นเต้นเหลือเกิน นางทุ่มเทจิตใจเต็มที่อีกทั้งเมื่อเช้ายังถูกคนของเซี่ยเวยมาเชิญตัวไปอีก ไหนเลยจะว่างมาคิดว่าเหรินเหวยจื้อซึ่งอยู่แดนสู่จะส่งคนมารับตัวเจ้าสาวแล้ว ฉะนั้นวันที่โหยวฟางอิ๋นจะออกเรือนย่อมเป็นวันนี้
เสิ่นจื่ออีคล้ายเคยได้ยินชื่อนี้มาก่อน “บุตรีอนุภรรยาจวนปั๋อผู้นั้นน่ะหรือ”
เจียงเสวี่ยหนิงแปลกใจเล็กน้อยที่นางรู้จัก แต่ก็ไม่ได้ขบคิดอะไรลึกซึ้ง เพียงตอบกลับว่า“หม่อมฉันต้องไปส่งนางสักระยะ องค์หญิงจะเสด็จไปด้วยกันหรือไม่เพคะ”
เสิ่นจื่ออีตอบ “เช่น