นั้นขอไปดูสักหน่อย”
ได้ยินว่าโหยวฟางอิ๋นผู้นี้เคยได้รับบุญคุณช่วยชีวิตจากหนิงหนิง วันนั้นเป็นงานเลี้ยงฉลองเทศกาลฉงหยางของจวนชิงหย่วนปั๋อ แม้เสิ่นจื่ออีจะไปสายเล็กน้อยแต่ก็เคยได้ยินมาบ้าง นางจึงสงสัยใคร่รู้ยิ่งนักว่าฟางอิ๋นบุตรีอนุภรรยาผู้นี้มีรูปร่างหน้าตาแบบใด
นางดึงบังเหียนและติดตามอยู่ข้างหลังเจียงเสวี่ยหนิง
ทว่าพวกนางไม่ได้ไปจวนชิงหย่วนปั๋อ แต่มุ่งออกนอกเมืองทันที ไปรอ นอกร้านน้ำชาแห่งหนึ่งซึ่งตั้งอยู่ละแวกประตูเมือง
หากจะเข้าออกเมืองหลวงล้วนต้องผ่านทางหลวงสายนี้
ผู้คนสัญจรมากพอสมควร
มีพ่อค้ามานั่งพักเท้าภายในร้านด้วย
เถ้าแก่เนี้ยประจำร้านน้ำชาซึ่งแต่งตัวเรียบง่ายหิ้วกาเดินไปเดินมาระหว่างโต๊ะด้วยใบหน้าประดับรอยยิ้ม รินเติมน้ำชาให้บรรดาลูกค้าม้าของเจียงเสวี่ยหนิงกับเสิ่นจื่ออีเพิ่งจะมาถึงเถ้าแก่เนี้ยก็ต้อนรับขับสู้อย่างมีไมตรีจิต เอ่ยถามพวกนางว่า “แม่นางทั้งสองท่านจะลงมาพักดื่มชาหรือไม่เจ้าคะ”
เจียงเสวี่ยหนิงเอ่ย “ตรงนี้แล้วกันเพคะ”
เสิ่นจื่ออีจึงสะบัดบังเหียนก่อนพลิกตัวลงจากหลังม้า นางผูกม้าไว้ด้านข้างแล้วนำเข้าไปในเพิงขายน้ำชา แต่เมื่อก้มศีรษะเห็นคราบเหนียวเหนอะดำปีบนม้านั่งยาวกลับรู้สึกนั่งไม่ลงอยู่บ้าง
เถ้าแก่เนี้ยร้านน้ำชาเห็นการแต่งกายของพวกนางสองคนก็รู้แล้วว่าหากไม่ใช่ผู้มั่งมีก็ต้องเป็นผู้สูงศักดิ์ จึงรีบใช้ผ้าเช็ดม้านั่งยาวตัวนั้นอย่างแรง เพียงแต่ม้านั่งผ่านการใช้งานมา