ว่าเก็บงำท่าทียามอยู่ต่อหน้าผู้ใต้บังคับบัญชาไปเสียสิ้น แสดงท่าทางอ่อนน้อมถ่อมตนและอดทนอดกลั้นเหมือนตอนเพิ่งมาถึงเมืองหลวงและทำงานรับใช้ภายในจวนตระกูลเจียง
เมื่อคืนเจียงเสวี่ยหนิงไม่ได้รับข่าวคราวจากโจวอิ๋นจือ เช้านี้จึงยังรู้สึกกังวล
แต่พอนึกถึง เขาก็มาหาพอดีอย่างเกินคาดนางเอ่ยถาม “เป็นอย่างไรบ้าง”
โจวอิ๋นจือเล่าเหตุการณ์เมื่อคืนและสิ่งที่ได้ยินมาจากที่ว่าการเช้านี้ให้นางฟังทั้งหมด
เขามองสำรวจสีหน้าเจียงเสวี่ยหนิง
น่าแปลกที่เจ้าตัวเหมือนไม่ได้มีท่าทีหนักใจดังที่เขาคิด กลับโล่งอกเหมือนคาดการณ์เอาไว้แล้วมากกว่า ผ่านไปอีกครู่หนึ่งนางก็ขมวดคิ้วอีกครา ประหนึ่งโล่งใจแต่ก็แฝงความกังวลหน่อย ๆ
โจวอิ๋นจือเลียบเคียงถาม “ต้องลอบสืบหรือไม่ขอรับ”เจียงเสวี่ยหนิงจับมุมโต๊ะไม้แกะสลักเคลือบสีแดง นั่งลงอย่างแช่มช้าพร้อมส่ายหน้าแทบจะทันที “ไม่ต้องสืบ”
เวลาเช่นนี้ยิ่งทำอะไรมากก็ยิ่งผิดพลาด
นางเอ่ยว่า “ข้าทราบเรื่องแล้ว เจ้ากลับไปเสียเถอะ ต่อไปก็ไม่ต้องสนใจอะไรอีกทั้งสิ้น”
โจวอิ๋นจือรู้สึกว่าสิ่งที่นางพูดวันนี้ลึกซึ้งยิ่งกว่าเคย เผยความล้ำลึกยากจะหยั่งถึง จนถึงขั้นทำให้เขาแสดงความลังเลอย่างยากจะพบเห็น
——————–1. ปากสุนัขย่อมไม่อาจงอกงาช้าง เป็นสำนวนหมายถึงคนปากเสียมักจะไม่พูดถ้อยคำดี ๆ2. ใช้จิตใจของคนถ่อย เป็นสำนวน หมายถึงมีมุมมองความคิดคับแคบ3. สงสัยผีสางเทวดา เป็นสำนวน หมายถึงสงสัยไปเสียทุกเรื่อง
บทที