ิญเข้ามาได้”
หลี่ว์เสี่ยนจึงผลักประตูเข้ามา
เป็นห้องวิปัสสนาอันแสนจะธรรมดาและเรียบง่าย ตัวห้องแขวนเพียงคำว่า ‘ว่างเปล่า’เอาไว้คำหนึ่ง
เพียงแต่เขาอดตะลึงงันยามมองโหยวฟางอิ๋นไม่ได้ ก่อนหน้านี้เคยพบหน้าแม่นางผู้นี้ที่โรงเตี๊ยมสู่เซียงมาแล้ว ตอนนั้นนางสวมชุดผ้าเนื้อหยาบของสาวใช้ ผิวพรรณถึงขั้นดูออกเหลือง ๆ ร่างกายติดจะผอมซูบซีดเสียด้วยซ้ำต่อให้หน้าตาหมดจดก็ดูยากจนข้นแค้น ทว่าบัดนี้มีน้ำมีนวลขึ้นมาหน่อย แก้มสองข้างมีเลือดฝาดจาง ๆ ไม่รู้เป็นเพราะนางกำลังจะแต่งงานหรือเปล่า ดวงตาที่ไม่ได้ฉายประกายมุ่งมั่นสักเท่าใดจึงให้ความรู้สึกอ่อนโยนประดุจสายน้ำ กอปรด้วยราศีที่แผ่ซ่านจากภายในสู่ภายนอก ยามสายตาเคลื่อนมาตกบนร่างเขาก็ชวนให้กระสับกระส่ายพอสมควร
จนตอนนี้หลี่ว์เสี่ยนถึงเพิ่งรู้สึกตัว…
จริงสิ พรุ่งนี้คนเขาจะแต่งงานแล้ว ทว่าวันนี้ตนยังกล้ามาเจรจาการค้าอีก อุกอาจไม่เบาเลยจริง ๆ
โหยวฟางอิ๋นถาม “เหมือนข้าจะไม่เคยนัดท่านเอาไว้ ไม่ทราบเถ้าแก่หลี่ว์มาเยือนต้องการเจรจาการค้าอันใด”
หลี่ว์เสี่ยนได้สติกลับคืนมา เมื่อเผยรอยยิ้มแล้วก็ขจัดความรู้สึกแปลกประหลาดภายในใจไปเสีย “แม้ผู้อื่นไม่ทราบ แต่แม่นางโหยวกับข้าควรทราบ คนเปิดเผยไม่พูดจาอ้อมค้อม ผู้ปล่อยข่าวที่โรงเตี๊ยมสู่เซียงว่าจะปล่อยหุ้นวันนี้คงจะเป็นแม่นาง หรือไม่ก็ผู้อยู่เบื้องหลังแม่นางกระมัง”
โหยวฟางอิ๋นไม่ตอบ
หลี่ว์เสี่ยนกล่าวด้วยความมั่นใจเต็มที่ “ถ