่หากเอ่ยถึงสถานะก็ยังนับว่าเป็นบุตรีอนุภรรยาของตระกูลขุนนาง คู่ควรกับเขาซึ่งเกิดมาในตระกูลพ่อค้าอย่างเหลือเฟือ
หากเขาคิดจะรับปากย่อมปราศจากแรงกดดันอันใดอยู่แล้ว
ทว่าคนผู้นี้กลับพยายามโน้มน้าวให้โหยวฟางอิ๋นลองกลับไปคิดดูก่อน ถือว่าไม่เลวเลยเพียงแต่คิดก็ส่วนคิด ถึงอย่างไรนางก็ไม่เคยได้ยินเรื่องแบบนี้มาก่อน ความกังวลกดทับเหนือทุกสิ่ง จึงถามขึ้นมาอีกว่า “ตอนนี้เขารับปากแล้วหรือ?”
โหยวฟางอิ๋นผงกศีรษะ “รับปากแล้วเจ้าค่ะ”
นางกล่าวเสริม “ที่บ้านเขาไร้บุพการี เขาจึงเป็นผู้ตัดสินใจทุกอย่าง เขาตกลงกับข้าแล้วว่าเมื่อแต่งงานกันจะเป็นสามีภรรยาแต่ในนาม ไม่กล้าล่วงละเมิดซึ่งกันและกัน และจะไม่ฝืนบังคับว่าต้องใช้เวลานานถึงครึ่งปีอีกด้วย พอไปถึงดินแดนสู่และลงหลักปักฐานเรียบร้อย ขอเพียงข้าเอ่ยปากก็จะแยกทางกัน หากยังไม่อาจลงหลักปักฐานได้ก็ให้อาศัยอยู่บ้านเขาไปก่อน เมื่อตั้งหลักได้แล้วถึงค่อยว่ากันอีกที ข้ากับเขาทำหลักฐานเป็นลายลักษณ์อักษรกันเรียบร้อยแล้วแค่ดูว่าจะไปสู่ขอเมื่อไหร่เท่านั้นเองเจ้าค่ะ”
โหยวฟางอิ๋นเป็นเพียงบุตรีอนุภรรยาที่ไม่ได้รับความโปรดปรานในจวนปั๋อคนหนึ่ง เกรงว่าคนในครอบครัวคงไม่เสียเวลากับเรื่องวิวาห์ของนางมากสักเท่าใด
ภายในจวนปั๋อเป็นเช่นไร เจียงเสวี่ยหนิงพอจะรู้มาบ้าง
นอกจากนี้โหยวเย่ว์ซึ่งยังหวังว่าจะหาเงินได้จากเหรินเหวยจื้อก็น่าจะฉวยโอกาสจากเรื่องนี้เพื่อให้ได้อะไรกลับคืนมาบ้าง เร