นี้วางกับดักเรียบร้อย เพียงรอคอยสิ่งที่จะเกิดขึ้นตามมา
เมื่อเห็นว่าสายพอสมควรแล้ว เจียงเสวี่ยหนิงจึงนั่งอยู่กับโหยวฟางอิ๋นต่ออีกครู่หนึ่ง ความจริงนางยังอยากจะพูดอะไรอีกตั้งมากมาย แต่ก็ไม่รู้ว่าควรเอ่ยปากเช่นไรดี สุดท้ายจึงกล่าวว่า “วันนี้ข้าเพิ่งออกจากวังมา ภายในวังกำลังวุ่นวาย ไม่ต้องเข้าวังไปเป็นพระสหายร่วมศึกษา เพียงรอฟังการเรียกตัวอยู่ในจวน ดังนั้นจึงมีเวลาให้พูดคุยกัน ผ่านไปอีกสักระยะข้าจะมาเยี่ยมเจ้าใหม่”โหยวฟางอิ๋นจึงลุกขึ้นไปส่งนาง
โจวอิ๋นจือรออยู่ที่ประตู เขาพานางเดินออกจากคุกและไปส่งนางถึงนอกประตู
รถม้ายังคงรออยู่ข้างนอก
สารถีเห็นนางแล้วจึงเอ่ยถาม “คุณหนู จะกลับจวนเลยหรือไม่ขอรับ?”
เจียงเสวี่ยหนิงผงกศีรษะตามความเคยชินแต่ครั้นขึ้นรถม้าไปแล้วกลับหัวคิ้วขมวดมุ่น ถึงอย่างไรก็ไม่อาจวางใจ ยิ่งคิดยิ่งรู้สึกว่าจะฟังเช่นไรเรื่องนี้ก็แปลกพิสดารราวกับนิทานเหลือเกิน“ไม่ได้ ข้ายังไม่เคยพบหน้าเหรินเหวยจื้อผู้นี้เลยสักครั้ง หากเป็นนักต้มตุ๋นเล่า?” หัวคิ้วนางพันกันจนกลายเป็นรอยย่นตั้งฉาก อย่างไรเสียโหยวฟางอิ๋นก็ไม่ค่อยฉลาดเฉลียว ด้วยเหตุนี้หลังจากใคร่ครวญอยู่นานและเห็นว่ารถม้ากำลังจะเลี้ยวเข้าสู่ถนนกลับจวน นางพลันเลิกผ้าม่านบอกสารถีทันที “อย่าเพิ่งกลับจวน ไปที่โรงเตี๊ยมสู่เซียงสักประเดี๋ยว”
เดิมนางควรพยายามหลีกเลี่ยงไม่เข้าไปเกี่ยวข้องกับเรื่องนี้
เนื่องด้วยเรื่องการค้าเส้นไหมดิบก่อนหน้า