พระสหายร่วมศึกษากลุ่มนี้มาถือว่ากระทำหนึ่งได้ถึงสอง ที่จริงไม่ต้องคัดเลือกแล้วก็ได้ เกรงว่าตอนนี้พระชายาหลินจืออ๋องของพวกเราคงนั่งอยู่ที่นี่แล้วละเพคะ”
คำพูดนี้หากมิได้รับความโปรดปรานย่อมไม่กล้าเอ่ยออกมา
ครั้นพูดจบ สายตาของเซียวไทเฮาก็ไปอยู่บนร่างนาง จากนั้นจึงมองไปทางพระสหายร่วมศึกษา ทว่าก็มิได้เผยพิรุธอะไรให้เห็น “เรื่องนี้ผู้ใดจะไปรู้กันเล่า ในฐานะผู้ใหญ่ก็ทำได้แค่ช่วยดูให้ ที่สำคัญคือเขาเองก็ต้องรักชอบด้วยมากกว่าเอาละ อย่ามาอยู่คุยกับยายแก่อย่างข้าเลย ฉวยโอกาสที่กำลังมีหิมะฤดูหนาวแรกของวัน ยากนักจะมีโอกาสได้ออกมาเดินเหิน ออกไปชมดูกันสักหน่อยเถอะ”
หัวข้อสนทนาที่เกี่ยวข้องกับการคัดเลือกพระชายาหลินจืออ๋องเสิ่นเจี้ยจึงเปลี่ยนไปโดยง่ายเช่นนี้เองทุกคนย่อมไม่กล้าพูดอะไรให้มากความทยอยกันลุกขึ้นเดินไปทางสวนดอกเหมย
ดอกเหมยเบ่งบานงามเฉิดฉันยามเหมันต์เมื่อคนอยู่ท่ามกลางบุปผาก็ทวีความงามทรงเสน่ห์มากขึ้นไปอีก
ฉินกุ้ยเฟยแตะมือนางกำนัล ลุกขึ้นเดินชดช้อยออกไปข้างนอก โดยมีพระสนมใบหน้ารูปแตง[2]สวมชุดชาววังสีม่วงอ่อนซึ่งนั่งค่อนไปทางริมสุดผู้หนึ่งเดินติดตามอยู่ด้านหลังนางอย่างรู้ความ
ฉินกุ้ยเฟยมองสำรวจผาดหนึ่ง กลับหยุดยืนอยู่ตรงหน้าเหยาซีนางยิ้มแย้มด้วยความเป็นมิตรอย่างหาได้ยากยิ่ง “ข้าอยากเรียกตัวเจ้ามาพูดคุยตั้งแต่ตอนเจ้าเพิ่งจะเข้าวังมาแล้ว ถึงอย่างไรมารดาข้าก็มักเอ่ยถึงมารดาเจ้าอยู่เสมอ ช่วงนี