รือ?”หลี่ว์เสี่ยนนิ่งอึ้ง แล้วพลันหัวเราะออกมา “ใช่แล้ว ใช่แล้ว ช่วงนี้ได้ข่าวว่ามีพิณชั้นยอดอยู่คันหนึ่ง เพียงแต่ดูเหมือนเจ้าของจะไม่ยอมปล่อยทว่าอย่างไรเสียจวีอันก็เคยไหว้วานข้า ฉะนั้นจึงต้องมาหารือกันเสียหน่อย”
นี่คือการฉวยโอกาสหาเรื่องเบี่ยงประเด็น เขาไม่ได้สงสัยเจียงเสวี่ยหนิงแม้แต่น้อย
ทว่าการที่เขาเรียกนามรองของเซี่ยเวยโดยตรงทำให้เจียงเสวี่ยหนิงรู้ได้ทันทีว่าความสัมพันธ์ของสองคนนี้ไม่ธรรมดา แต่มาถึงขั้นนี้แล้วก็ไม่จำเป็นต้องพูดอะไรอีก
เซี่ยเวยหมุนกายแล้วกล่าวกับนางว่า “ยื่นมือมา”
เจียงเสวี่ยหนิงงุนงง รู้สึกขนลุกชันอย่างน่าประหลาด ก่อนยื่นมือซ้ายออกไป
คิ้วยาวของเซี่ยเวยขยับเข้าหากันเล็กน้อยถึงกับเลิกแขนเสื้อของนางขึ้นดู
บนท่อนแขนขาวประดุจหิมะเกลี้ยงเกลาไร้บาดแผลใด ๆ
เขาพูดอีกว่า “อีกข้าง”
คราวนี้เจียงเสวี่ยหนิงพอจับเค้าลางอะไรบางอย่างได้แล้ว นางทิ้งมือขวาลงข้างลำตัว ไม่ค่อยเต็มใจจะยื่นออกไปสักเท่าไร
คล้ายมีประกายโทสะจาง ๆ ฉายวาบในดวงตาเซี่ยเวย
แต่เมื่อเผชิญหน้านางแล้วก็ยังคงข่มมันลงไปไม่ได้ระเบิดอารมณ์
เขาโน้มกายมาข้างหน้าเล็กน้อย คิ้วตากดต่ำลง ไม่เสียเวลาพูดไร้สาระกับนางอีกต่อไปคว้ามือขวาที่นางทิ้งข้างตัวไม่ยอมยื่นส่งมาให้เมื่อเลิกแขนเสื้อขึ้นและพับทบเป็นช่วงสั้นๆ ก็มองเห็นรอยข่วนพร้อมโลหิตบนข้อมือเจียงเสวี่ยหนิงขนหัวลุกชัน “เป็นเพราะเมื่อครู่ไม่ทันระวัง…”
เซี่ยเวยปล่อยมือนาง