มาจึงกราบทูลใส่สีตีไข่เรื่องที่ตนประสบ ณ จวนหย่งอี้โหว เพียงแต่หากเรื่องเล่ามีส่วนเกี่ยวพันถึงเซี่ยเวยก็กลัวว่าคำพูดของตนจะทำให้เซี่ยเวยมาเข้าเฝั้าต่อเบื้องพระพักตร์ดังนั้นจึงละไปโดยไม่เอ่ยถึงแม้แต่คำเดียว
สุดท้ายเขาค่อยถามว่า “ฝั่าบาท พวกเขาบังอาจถึงเพียงนี้ ควรจัดการเช่นไรดีพ่ะย่ะค่ะ?”
เสิ่นหลางคีบหมากไว้ที่หว่างนิ้ว ดวงตาเรียวแคบทั้งสองข้างดำมืดในบัดดล ตำหนักใหญ่ซึ่งเดิมทีมีแสงมืดสลัวอยู่แล้วจึงยิ่งน่าหวาดหวั่นกว่าเก่า เขาเคลื่อนสายตาไปตกบนร่างเซียวหย่วน
หากนับดูแล้ว แม้เสิ่นหลางจะสูงศักดิ์เป็นถึงฮ่องเต้ แต่ก็ควรเรียกเซียวหย่วนว่า ‘ท่านลุง’
อย่างไรก็ตาม ท่านลุงคนนี้ช่างทำงานได้แสนจะ…
การเป็นฮ่องเต้ไม่ต่างจากถูกจองจำ แม้นดูเหมือนมีอำนาจยิ่งใหญ่แต่ก็ต้องคอยระวังปั้องกันคำครหาของคนใต้หล้า ในเวลาเช่นนี้ ‘ดาบ’ จึงสำคัญยิ่งนัก ไม่ว่าจะเป็นเรื่องสกปรกหรือเรื่องฉาวโฉ่อันใดก็ต้องให้คนกลุ่มนี้ไปกระทำ ส่วนตนแค่นั่งอยู่บนเบื้องสูง ไม่แปดเปือนสิ่งโสมมใด ๆทั้งสิ้นเป็นพอ!
มิเช่นนั้นจะเลี้ยงคนสนิทเอาไว้เพื่ออะไร
หรือพูดอีกอย่างได้ว่า คนสนิทก็ควรทำเรื่องที่ผู้เป็นคนสนิทพึงกระทำ! แต่ครั้นยามลงมือแล้วคนสนิทคิดจะเป็น ‘คนดี’ ไม่อยากชักนำภัยมาสู่ตัว รังแต่จะปัดตัวเองออกจากปัญหาเช่นนี้…
ก็แค่พระราชโองการขาดตราประทับ แต่ท่านลุงผู้นี้กลับย้อนมาวังหลวง!
เช่นนี้จะไม่กลายเป็นการปั่าวประกาศไปทั่วหล้าหรอกหร