เมื่อเห็นเซียวหย่วนพร้อมนายทหาร ‘เชิญ’ ทุกคนจากไปเพื่อเตรียมตรวจค้นและยึดทรัพย์จวนโหว สุดท้ายเขาก็เงยหน้ามองดูหิมะที่มีลักษณะคล้ายขนห่านซึ่งกำลังขยายใหญ่ทีละน้อยเบื้องนอกจวน จากนั้นจึงหมุนกายเดินออกไปโดยไม่กล่าวลาผู้ใดทั้งสิ้น
ตอนนั้นเองเจียงเสวี่ยหนิงกลับนึกถึงจางเจอในชาติที่แล้ว
คนผู้นี้ชมชอบสายฝนยิ่งนัก
แต่ชื่อนางมีคำว่า ‘เสวี่ย’ ที่มีความหมายว่าหิมะ ด้วยเหตุนี้ชาติก่อนเมื่อนางรู้ว่ามีคนหัวดื้อผู้นี้อยู่ ขณะที่นางไปยังตำหนักเฉียนชิงและพบเขาโดยบังเอิญจึงเอ่ยถามด้วยท่าทางยโสโอหัง “ในเมื่อใต้เท้าจางชอบฝนมากถึงเพียงนั้น แต่กลับต้องพบวันหิมะตกเช่นนี้ มิหนำซ้ำยังต้องร่วมเดินทางพร้อมเปินกงอีก คงเกลียดข้ามากเลยกระมัง?”
ตอนนั้นจางเจอไม่ได้ตอบ
แต่เจียงเสวี่ยหนิงเข้าใจไปแล้วว่าเขารังเกียจนาง
ต่อมาเมื่อกบฏนิกายสวรรค์ลอบปลงพระชนม์ฮ่องเต้ทำให้นางต้องตกระกำลำบาก ขณะที่นางกับจางเจอหลบซ่อนตัวอยู่ในกระท่อมนั้นฝนก็กำลังตกอยู่เบื้องนอก นางจึงเอ่ยถามเขาอีกครั้ง“ใต้เท้าจางชอบฝนเช่นนี้ ทว่าบัดนี้ต้องมาดูฝนใต้ชายคาร่วมกับข้า คิดว่าเจ้าคงรู้ว่าชื่อข้ามีคำว่า‘เสวี่ย’ อยู่คำหนึ่งเช่นกัน คงรังเกียจมากเลยกระมัง?”
จางเจอไม่ตอบ
เจียงเสวี่ยหนิงจึงเข้าใจว่าเขารังเกียจนางเช่นครั้งก่อน
เนิ่นนานให้หลัง ขณะที่นางกำลังทอดสายตามองม่านพิรุณซึ่งโปรยปรายลงมา กลับได้ยินเสียงหนึ่งดังมาจากข้างกาย “มิได้พ่ะย่ะค่ะ”
‘มิได้’