เจียงเสวี่ยหนิงก็ยังรู้สึกเหมือนมีฝั่ามือของใครบางคนกำลังบีบคอแน่นเช่นกัน…
การล่วงรู้ว่าจะเกิดอะไรขึ้นมันเรื่องหนึ่ง ส่วนการประสบด้วยตนเองมันก็เป็นอีกเรื่อง
สุดท้ายพิธีสวมกวานของหนุ่มน้อยก็มิอาจเลี่ยงที่จะต้องเปือนโลหิตและโดนเมฆดำแห่งการฆ่าล้างตระกูลเข้าปกคลุม
ชั่วอึดใจนั้นเยี่ยนหลินคิดจะลุกขึ้นไปยืนเคียงข้างบิดา อยากร่วมเผชิญหน้าชะตากรรมอันพลิกผันและโหดเหี้ยมอำมหิตที่ไม่อาจล่วงรู้ได้ร่วมกับเขา
ทว่าเซี่ยเวยผู้อยู่เบื้องหน้ากลับยื่นมือออกไปด้านข้างอีกครา
ผู้ดำเนินพิธีไหนเลยจะเคยพบเห็นเหตุการณ์เช่นนี้
เขายืนถือถาดรองอยู่ด้านข้างด้วยอาการตกใจ เข่าอ่อนจนแทบจะล้มคุกเข่า
ครั้นเซี่ยเวยยื่นมือออกไปแล้วพบว่าไม่มีใครส่งของมาให้ จึงเหลือบมองพร้อมเอ่ยเบา ๆ“ปิน”
ห้องโถงกำลังเงียบสงัด ไม่มีผู้ใดกล้าเปล่งเสียง เส้นประสาทภายในสมองเขม็งเกลียวด้วยเกรงว่าจะเกิดเรื่อง เมื่อมีเสียงซึ่งดูเหมือนจะเรียบเฉยของเซี่ยเวยดังขึ้นจึงอยู่เหนือความคาดหมายของทุกคน มีบางคนขนลุกชันไปทั้งร่างเหล่าทหารซึ่งถืออาวุธอยู่ก็เกือบจะชักดาบเตรียมลงมือเช่นกัน แต่เมื่อหันศีรษะไปมองกลับเป็นเซี่ยเวยเสียได้ผู้ดำเนินพิธีการยังไม่รู้สึกตัว
เซี่ยเวยจึงขมวดคิ้วนิด ๆ และกล่าวซ้ำ “ปิน”
สิ่งที่มาคู่กับกวานหยกคือปินไม้คู่หนึ่ง เมื่อครู่เพิ่งจะเสียบด้านซ้าย ยังคงเหลืออีกข้าง
ไม่มีผู้ใดคาดคิดว่าทั้งที่ดาบมาพาดท้ายทอยแล้ว เขายังจะนึกถึงเร