“เสนาบดีเจิ้งแก่จนเลอะเลือนแล้วจริง ๆ เขาถึงวัยไม้ใกล้ฝังแล้วละ ทั้งที่ฎีกาตัดสินคดีก็ถ่ายทอดลงมาแล้ว แต่เมื่อวานขณะกำลังหารือเรื่องงานในสำนักมหาบัณฑิตกลับขอร้องให้จวนหย่งอี้โหวต่อหน้าธารกำนัล มีผู้ใดไม่รู้ว่าบ้างว่ายามนี้ฝั่าบาทกริ้วหนัก เรื่องนี้เขามองสถานการณ์ไม่ออกเอาเสียเลย ครานี้ทำให้ฝั่าบาททรงเดือดดาลยิ่งนัก ลำพังตัวเขาเองจะประสบคราเคราะห์น่ะไม่เป็นไรหรอก แต่กลับทำให้ทั้งสหายที่ร่วมทำงานและพรรคพวกพลอยหวาดหวั่นไปด้วยนี่สิ เฮ้อ…”
เฉินอิ๋งถอนหายใจยาวเฮือกหนึ่ง
ครั้นถอนหายใจแล้วก็อดมองสำรวจสีหน้าของเซี่ยเวยซึ่งอยู่ฝังตรงข้ามไม่ได้
ที่นี่คือจวนตระกูลเซี่ย
บ่ายวานนี้ถกเถียงกันระหว่างหารือข้อราชการที่สำนักมหาบัณฑิตจนเกือบเกิดเหตุวุ่นวายใหญ่โต ทว่าขณะนั้นเหมือนเซี่ยเวยจะไปสอนศิษย์สตรีอะไรสักอย่างที่ตำหนักเฟิงเฉินไม่ได้อยู่ในสำนัก ด้วยเหตุนี้จึงไม่มีส่วนเกี่ยวข้อง
เฉินอิ๋งอดขบคิดไม่ได้ว่า เรื่องนี้มีเหตุพิสดารอะไรแอบแฝงอยู่หรือไม่
ดังนั้นจึงฉวยโอกาสที่เช้าวันนี้ไม่ต้องเข้าร่วมฟังราชกิจเช้า เจียดเวลาและส่งเทียบเชิญเพื่อมาสนทนากับเซี่ยเวยเรื่องสำนักมหาบัณฑิตเมื่อวานอีกทั้งจะได้ลองจับอะไรจากน้ำเสียงและคำพูดของรองราชครูผู้นี้ด้วย
ฟากเซี่ยเวยเอง แม้จะไม่อยู่ในเหตุการณ์ แต่ก็ทราบทุกอย่างแจ่มแจ้ง
เพราะขณะที่เขาอยู่ตำหนักข้างของตำหนักเฟิงเฉิน ขันทีที่มาหาก็รายงานสถานการณ์ให้ทราบโดยตลอดแล