เอียดก็หมดอารมณ์จะเอ่ยปาก สุดท้ายจึงโบกมือทีหนึ่งพร้อมกล่าวอย่างอารมณ์เสีย “ไม่สนใจแล้วเจ้าไม่ให้ยืมคนข้าก็ไม่ยืม ลำพังข้าจะไปสืบด้วยตัวเองไม่ได้อีกหรือไร? โหยวฟางอิ๋นตัวเล็ก ๆ คนหนึ่ง ข้าหลี่ว์จ้าวอิ่นจัดการได้อย่างง่ายดาย!”
พูดจบก็ยกถ้วยชาดื่มจนเกลี้ยง จากนั้นจึงเดินออกไปจากห้องทำพิณ
เซี่ยเวยไม่ได้ขัดขวางหลี่ว์เสี่ยนเดินไปถึงประตูเรือนก็หันกลับมามอง พบว่าคนแซ่เซี่ยหันหน้าเข้าหาผนังอีกแล้วเขาจึงอดด่ากราดไม่ได้ “ท่านย่ามัน ไม่ขวางข้าสักหน่อยจริง ๆ หรือนี่! ได้ ถือว่าใจเด็ด คราวนี้ต้องจัดการให้เรียบร้อยให้จงได้ ให้เจ้าได้เบิกตาดู!”
ด่าจบก็แค่นเสียงเหอะ มือข้างหนึ่งไพล่หลังส่วนอีกข้างสะบัดพัดจีบ เดินลงไปยังถนนทางเดิน
โรงเตี๊ยมสู่เซียงยังคงเป็นเหมือนเคย
หลี่ว์เสี่ยนคิดว่าจะไปคุยกับเหรินเหวยจื้อก่อน จะได้เลียบเคียงถามไปด้วยเพื่อดูว่ายังมีใครคิดจะร่วมหุ้นอีกบ้าง แต่นึกไม่ถึงว่าขณะที่เขาเพิ่งจะก้าวเท้าเข้าประตูโรงเตี๊ยม เมื่อเงยศีรษะก็มองเห็นโหยวฟางอิ๋นกำลังยืนสนทนากับผู้ดูแลร้าน
อะไรกันนี่ โลกกลมเสียจริง
ได้ยินมาว่าช่วงนี้เหรินเหวยจื้อรับเงินมาก้อนหนึ่ง หลี่ว์เสี่ยนลอบตรวจสอบก็พบว่ามาจากจวนชิงหย่วนปั๋อ ดูเหมือนว่าคุณหนูรองโหยวที่อาศัยในเรือนหลังจะเป็นผู้จ่ายให้ อีกทั้งตอนนั้นเขาก็เคยเห็นโหยวฟางอิ๋นที่โรงเตี๊ยมแห่งนี้พอดี
หนนี้เขาเริ่มไม่เข้าใจบ้างแล้ว
หรือว่าเรื่องเส้นไหมดิบคราวก่อนจวนป