านิดหน่อยแค่หน่อยเดียวเจ้าค่ะ”
เซี่ยเวยจึงร้อง “อ้อ” ทีหนึ่ง “ชิมแล้วเป็นอย่างไรบ้าง?”
เจียงเสวี่ยหนิงคิดในใจว่านางจะจำรสชาติในสมัยนั้นไม่ได้เด็ดขาด ด้วยเหตุนี้จึงโกหกตาใสว่า“ใกล้เคียงกับของเมื่อวานเจ้าค่ะ ฝีมือของต้นเครื่องในวังหลวงมีแต่พวกสวยแต่รูปทั้งนั้น เพียงเห็นแล้วดูดี ทว่ากินแล้วไม่ได้ความ ดื่มน้ำชาแล้วกินเสียหน่อยก็ถือว่าพอใช้ได้น่ะเจ้าค่ะ”เซี่ยเวยพลันรู้สึกว่า…
เด็กคนนี้อาจเบื่อการมีชีวิตอยู่แล้วจริง ๆ ก็เป็นได้
ครั้นบังเกิดความคิด เขาก็เดินไปข้างหน้าแสร้งทำท่าจะยกจานขึ้นมา “ในเมื่อไม่อร่อยก็ไม่จำเป็นต้องลำบาก โยนทิ้งไปก็ได้ แล้วค่อยบอกให้ต้นเครื่องทำมาให้คุณหนูรองหนิงดี ๆ ใหม่สักจาน”
โยนทิ้ง?!
เจียงเสวี่ยหนิงหลุดปากโพล่ง “อย่านะเจ้าคะ…”พอคำพูดหลุดออกมา นางก็อยากตบตัวเองสักสองฉาด
เซี่ยเวยหยุดชะงัก มองนางด้วยความสนใจยิ่งนัก
ในที่สุดเจียงเสวี่ยหนิงก็รู้แล้วว่าตนไม่เพียงเป็นผู้มีเกล็ดย้อน แต่ยังเป็นผู้ที่มีจุดตายอีกด้วย
การจะเปลี่ยนให้คนประหยัดกลายเป็นคนฟุั่มเฟือยนั้นง่าย แต่การจะเปลี่ยนให้คนฟุั่มเฟือยกลายเป็นคนประหยัดนั้นยาก
คนที่เติบโตมาจากบ้านนอกคอกนา ปากท้องย่อมยากจะได้กินอิ่ม ฉะนั้นเมื่อได้ลิ้มรสของอร่อยจึงมักยากจะลืมเลือน
นางรู้สึกชอกช้ำ ยอมทุ่มสุดตัวทันที หมูตายย่อมไม่กลัวน้ำร้อนลวก[1]อยู่แล้ว ใบหน้าของนางไร้อารมณ์ รับมือการจ้องมองของฝั่ายตรงข้ามโดยที่หน้าไม่แดงใจไม่เ