าใจผิดว่านางคบเขาเพื่อผลประโยชน์และหลีกหนียามภัยมา เขาคิดว่านางคงรู้ว่าจวนโหวจะประสบกาลวิบัติตั้งแต่แรกจึงจงใจไม่มา
เพราะถึงอย่างไร หลังจากนั้นไม่นานนางก็บอกเขาว่าต้องการเป็นฮองเฮา
ต่อมาหนุ่มน้อยในกาลก่อนผู้ผ่านมรสุมอันโชกโชนและหวนคืนสู่เมืองหลวงพร้อมเกียรติยศด้วยฐานะขุนพลก็มายืนอยู่ในตำหนักอันยิ่งใหญ่ของนาง เขากดบ่านางเบา ๆ ช่วยปลดปินระย้าทองบนศีรษะนางลงมา แล้วพูดกับนางว่า “วันนั้นกระหม่อมรอพระองค์อยู่นานมาก ยืนอยู่ในห้องโถง มองดูแขกเหรื่อที่ก้าวเข้ามาทุกคนด้วยความคาดหวังเฝั้าคอย คิดว่าคนต่อไปอาจเป็นพระองค์ก็ได้ ทว่ารอคนแล้วคนเล่า มองคนแล้วคนเล่า หลินจืออ๋องเสด็จมาแล้ว แต่พระองค์ก็ยังไม่เสด็จมา เซี่ยเซียนเซิงมาแล้ว พระองค์ก็ยังไม่เสด็จมา แม้แต่เซียวซูยังมา แต่พระองค์ก็ยังไม่เสด็จมา แต่ถึงกระนั้นกระหม่อมก็คิดว่าหนิงหนิงรับปากกระหม่อมเอาไว้แล้ว ย่อมต้องมาแน่นอนกระหม่อมจึงรอแล้วก็รอ รอแล้วรออีก รอจนทหารมาโอบล้อมจวน รอจนพระราชโองการให้ยึดทรัพย์มาถึง รอจนขั้นบันไดเต็มไปด้วยโลหิตไหลนอง แต่ก็ยังไม่เห็น…”
เจียงเสวี่ยหนิงไม่เคยแก้ตัว
หรืออาจเป็นเพราะว่า สำหรับหนุ่มน้อยในอดีตผู้จมดิ่งลงสู่ห้วงแห่งความแค้นและความดำมืดแล้วนั้น คำอธิบายใด ๆ ล้วนไร้ประโยชน์นางทำได้เพียงหลับตาอย่างเงียบงัน
ทุกภาพเหตุการณ์ในชาติก่อนพลันเหมือนกระแสน้ำที่ไหลทวนกลับ หลังจากผ่านไปครู่หนึ่งเจียงเสวี่ยหนิงถึงลืมตาขึ้น