ืองหลวงต่างรู้กันว่าจวนหย่งอี้โหวสถานการณ์ไม่สู้ดีนัก แม้จะส่งเทียบเชิญของพิธีสวมกวานออกไปแล้ว แต่ผู้ที่ตอบกลับก็มีน้อยมาก ตัวเจ้าไม่เหมือนคนที่มีจิตใจดีงามอันใด ถึงเวลายังจะไปหรือไม่?”
เจียงเสวี่ยหนิงมองเขาแล้วตอบว่า “เยี่ยนหลินเป็นสหายที่ดีที่สุดของข้าเจ้าค่ะ”เพราะฉะนั้นไม่ว่าสถานการณ์จะเป็นเช่นไรนางก็ต้องไป มิหนำซ้ำชาตินี้ห้ามไปสาย ห้ามผิดเวลา และห้ามทำให้หนุ่มน้อยผู้นั้นผิดหวังอีกเป็นอันขาด
เซี่ยเวยได้ยินแล้วกลับเลิกคิ้ว แค่นหัวเราะเบา ๆ
สหายที่ดีที่สุด?
เขาไม่รู้เช่นกันว่า แท้จริงแล้วตนยังมีสิ่งใดอยากจะพูดอีกหรือเปล่า เพราะสุดท้ายก็ส่ายศีรษะและไม่ได้กล่าวอะไร คล้ายหมดอารมณ์จะดื่มชาเช่นกัน เพียงวางถ้วยชาในมือแล้วพูดว่า“ฝึกพิณกันเถอะ”ที่จริงเจียงเสวี่ยหนิงยังดื่มชาไม่หมด ทว่าเดิมทีก็ไม่ได้กระหายอยู่แล้ว หลังจากคุยเรื่องนี้ความโกรธขึ้งซึ่งเกิดจากการทะเลาะเบาะแว้งกับเหยาซีก่อนหน้านี้จึงอันตรธานสิ้นอย่างง่ายดาย
สิ่งที่มาแทนที่คือความกลัดกลุ้ม
นางวางถ้วยชา แล้วนั่งฝึกพิณตรงโต๊ะพิณยังคงดีดบทเพลงฝึกนิ้ว ‘เมฆรุ้งกวดจันทร์’
เมื่อวานยังบรรเลงได้ดี หากว่ากันตามเหตุผลแล้ววันนี้ต้องทำได้ดีกว่าเดิม
คิดไม่ถึงว่ากลับไม่ได้ลื่นไหลดั่งเมื่อวาน มีแต่จะชะงักงันติดขัด ผ่านไปไม่กี่ท่อนก็ดีดผิดไปแล้วเสียงหนึ่ง
เซี่ยเวยหันศีรษะไปมองนาง
เจียงเสวี่ยหนิงหยุดทันที มองนิ้วเรียวยาวของตนซึ่งกดอยู่บนสายพิณ พว