ไม่โต้แย้ง พวกนางจึงถือว่าความไม่ลงรอยกันของสองพี่น้องเป็นเรื่องจริงไปโดยปริยาย ดังนั้นคำพูดใส่ความลับหลังจึงกล้าปล่อยออกมาอย่างอุกอาจมากขึ้นทีละนิด
ทุกคนล้วนคิดว่าเจียงเสวี่ยฮุ่ยมีศัตรูคู่แค้นร่วมกับพวกตน
แต่ถึงกระนั้นผู้ใดจะคาดคิดว่าครั้นเฉินซูอี๋กล่าวเช่นนี้ คิ้วงามหมดจดของเจียงเสวี่ยฮุ่ยกลับขมวดแน่น รั้งฝีเท้ามองนาง กล่าวด้วยน้ำเสียงเย็นชาอยู่บ้างว่า “ถึงน้องหญิงรองของข้าจะไร้ความรู้ความสามารถจริง ทว่าไม่ได้ถึงขั้นเสื่อมเสียวงศ์ตระกูลจนทำให้จวนเราอับอายขายหน้าคุณหนูซูอี๋กล่าวเช่นนี้มีอคติไร้ความเที่ยงธรรมเสียแล้ว ตระกูลเจียงของเราไม่อาจเทียมทัดตระกูลใหญ่หลายตระกูลก็จริง ทว่าการอบรมดูแลของครอบครัวก็เข้มงวดกวดขันอยู่แล้ว หากน้องหญิงกระทำผิดอันใดย่อมมีท่านพ่อท่านแม่เป็นผู้ใส่ใจ ไยต้องให้คุณหนูซูอี๋กล่าวให้มากความด้วยเล่า?”
ทุกคนตะลึงงันกันหมด
เจียงเสวี่ยฮุ่ยพูดแทนเจียงเสวี่ยหนิง!
ไหนลือกันว่าสองพี่น้องไม่ลงรอยกันอย่างไรเล่า?!
เฉินซูอี๋สีหน้าแปรเปลี่ยนเล็กน้อย รูม่านตาหดรั้ง มองไปทางเจียงเสวี่ยฮุ่ย
เจียงเสวี่ยฮุ่ยกลับมองตอบด้วยท่าทีไม่แข็งกร้าวจนดูเย่อหยิ่ง และไม่ถ่อมตัวจนดูต้อยต่ำ
โหยวเย่ว์สูดลมหายใจหนาวเหน็บเฮือกหนึ่งอย่างห้ามไม่อยู่ ยามนี้เองถึงนึกขึ้นมาได้พร้อมทุกคน แม้ที่บ้านจะมีความสัมพันธ์ไม่ดีเช่นไรแต่ก็ยังแซ่เจียง พวกนางต่างเป็นพี่น้องจากจวนเดียวกัน!‘น้องหญิง’ อะไรที่ว่านี