นต้องตาฝาดแน่นอน ศิษย์จะไปกล้าทำเรื่องเช่นนั้นได้อย่างไรกัน?”
เซี่ยเวยกล่าวเรียบ ๆ “ไม่เพียงกล้าทำ ซ้ำยังกล้าโกหกอีกด้วย”
เจียงเสวี่ยหนิงแสร้งหัวเราะ “เช่นนั้นคงเป็นเพราะศิษย์ตั้งใจฟังท่านบรรยายจนตกในภวังค์บังเกิดความรู้สึกเทิดทูนครูบาอาจารย์ต่อท่านมองจนเหม่อลอยไปกระมังเจ้าคะ”
เซี่ยเวยไม่คล้อยตาม “อย่างนั้นหรือ?”
เจียงเสวี่ยหนิงเห็นเขามีท่าทีเฉยชาก็ขัดเคืองพลันนึกถึงสีหน้ายามที่คนผู้นี้ย่นหัวคิ้วแล้วพูดว่านาง ‘ไม่สวย’ เมื่อสักครู่ ดังนั้นจึงลอบบังเกิดความคิดเอาคืน ยิ้มหวานหยาดเยิ้มเป็นพิเศษ“อาจเป็นเพราะวันนี้เซี่ยเซียนเซิงบรรยายได้จืดชืดไร้ซึ่งอรรถรส ย่ำแย่ยิ่งนักก็เป็นได้ ครั้นศิษย์ฟังแล้วจึงรู้สึกงงงวย ทำได้เพียงมองท่านโดยไม่รู้ตัวเจ้าค่ะ”
เซี่ยเวย “…”
จืดชืดไร้ซึ่งอรรถรส ฟังแล้วงงงวย!
หากกล่าวว่าก่อนหน้านี้เขายังคงมีท่าทางสบาย ๆ ครานี้พอได้ฟังคำพูดสองประโยคนั้นของเจียงเสวี่ยหนิงก็หน้าตาถมึงทึงทันที กระทั่งแววตาก็เย็นยะเยือกกว่าเดิมหลายส่วน
ไม่เคยมีผู้ใดวิจารณ์เขาเช่นนี้มาก่อน…นับตั้งแต่กลับมาเมืองหลวงเมื่อสี่ปีก่อนและเริ่มรับหน้าที่เป็นผู้ถวายการบรรยายประจำวันที่หอเหวินยวน ไม่ว่าจะเป็นเซียนเซิงหรือศิษย์เพื่อนร่วมงานหรือฮ่องเต้ต่างก็ชื่นชมเขาเป็นหนักหนา ทว่าเด็กหัวรั้นที่พูดจาเหลวไหลเพ้อเจ้อหน้าตาเฉยเช่นเจียงเสวี่ยหนิง เขากลับเพิ่งเคยพบเห็นเป็นคนแรก
หัวใจกระตุกวูบคราหนึ่ง ริมฝีปา