กบางของเซี่ยเวยเม้มจนกลายเป็นเส้นตรง มีทีท่าจะสำแดงโทสะ
แต่ครั้นสายตาตกบนร่างเจียงเสวี่ยหนิงก็ต้องสะกดกลั้นอีกครา
เขากล่าวอย่างสงบเยือกเย็น ไม่สะทกสะท้าน“ตนเองใจลอยไม่อยู่กับเนื้อกับตัวจนเกือบหลับพอฟังไม่เข้าใจกลับมาตำหนิว่าอาจารย์สั่งสอนไม่เป็น นับว่ามีความสามารถอยู่เหมือนกัน”
รอยยิ้มเจียงเสวี่ยหนิงไม่เปลี่ยนแปร “ท่านกล่าวถูกต้องแล้วเจ้าค่ะ”
ช่างให้ความรู้สึกว่านางหน้าทนไร้ยางอายเสียจริง เขาว่าเช่นไร นางก็ว่าเช่นนั้น
เซี่ยเวยเดินออกไปนอกตำหนัก คร้านจะถือสาหาความแล้ว
คิดไม่ถึงว่าเขาเพิ่งหมุนกายไป เจียงเสวี่ยหนิงก็ขบกรามเบา ๆ งึมงำอยู่ทางด้านหลัง “ตัวเองเป็นคนหยาบกระด้างหาภรรยาไม่ได้สักคน ไร้คนชื่นชอบ ยังมีหน้ามาบอกว่าข้าไม่สวยอีก! เก่งเหลือเกินนะท่านน่ะ!”
“เจ้าพูดอะไรนะ?”
เซี่ยเวยฝีเท้าหยุดชะงัก หันขวับกลับมามองนางทันที
เจียงเสวี่ยหนิงหลังคอเย็นวาบ รีบอุ้มพิณตามมาราวกับผู้ที่ส่งเสียงพึมพำเบา ๆ เมื่อสักครู่มิใช่นาง เดินมาข้างกายเซี่ยเวยด้วยอาการประจบ-ประแจงผิดปกติ “ศิษย์พูดว่าตัวเองเป็นคนหยาบกระด้าง ไม่รู้จักชื่นชมสิ่งใดทั้งสิ้น ยังดีที่เซี่ยเซียนเซิงมีจิตเมตตา ยอมชี้แนะข้ามากขึ้นพวกเราไปเรียนพิณกันเถอะเจ้าค่ะ”
“…”
นางคิดว่าเขาหูตึงจริง ๆ หรือไร
เซี่ยเวยจ้องนางอยู่นาน รู้สึกว่าลูกศิษย์ผู้นี้เป็นพวกไม่กลัวฟั้ากลัวดิน ตรงกับสำนวนที่ว่า‘สามวันไม่ถูกตี เด็กจะปีนหลังคาเลาะกระเบื้อง’อยู่บ