้าง นอกจากนี้ยังนึกถึงข่าวลือเรื่องบรรดาความโอหังอวดดีสารพัดอย่างของนางที่แพร่กระจายไปตามท้องถนนช่วงหลายปีนี้ขึ้นมาได้ รู้สึกว่าตนควรควบคุมนางเสียบ้าง นางจะได้ไม่รู้สึกว่าเขาเป็นคนใจดี แล้วนับวันยิ่งได้คืบจะเอาศอก
แต่ครั้นจะแสดงอาการโมโหใส่ก็สบกับนัยน์ตาแวววาวกระจ่างใสคู่นั้นอีกครั้ง
ท่าทางเช่นนี้ดูว่านอนสอนง่ายยิ่งนัก
คำพูดสั่งสอนของเซี่ยเวยมาถึงริมฝีปากแล้วแต่ก็ไม่อาจพูดออกมาได้ จำต้องกลืนกลับลงไปหมด เพียงสะบัดชายแขนเสื้อหลวมกว้างทีหนึ่ง“รู้ว่าผู้ใดเป็นอาจารย์ผู้ใดเป็นศิษย์ก็ยังดี ไปกันเถอะ”
เขาหมุนกายจากไปเจียงเสวี่ยหนิงแลบลิ้นใส่แผ่นหลังเขา ก่อนจะเดินตามไป
ทั้งคู่มาถึงตำหนักข้างของตำหนักเฟิงเฉินอีกครา
เซี่ยเวยวางเอ๋อเหมยลงบนโต๊ะพิณอีกตัวหนึ่ง“สิ่งที่สอนหลายวันมานี้คือวิธีการใช้นิ้วมือข้างขวาทั้งหมด วันนี้พอสอนเสร็จแล้ว ว่ากันตามเหตุผลก็ควรเข้าใจวิธีการใช้นิ้วมือขวาไปบ้างและสามารถบรรเลงบทเพลงของพิณที่เกี่ยวข้องได้ด้วย ยามข้าบรรเลงพิณอยู่ในตำหนักเจ้านั่งไกลเหลือเกิน เกรงว่าคงมองไม่ค่อยเห็นว่าวิธีใช้นิ้วมือเป็นเช่นไร ดังนั้นข้าจะดีดอีกครั้ง เจ้าต้องมองรายละเอียดการใช้นิ้วอย่างถ้วนถี่ เมื่อข้าดีดเสร็จแล้วจะปล่อยให้เจ้าฝึกฝน ดีดให้ข้าฟังสักรอบ”เจียงเสวี่ยหนิงพลันหัวสมองพองโตเป็นสองเท่า
เซี่ยเวยถามนางต่อ “ฟังเข้าใจแล้วหรือไม่?”
เจียงเสวี่ยหนิงนั่งอยู่หน้าโต๊ะพิณของตนเองผงกศีรษะด้วยค