วามจริงใจอย่างยิ่ง “ฟังเข้าใจแล้วเจ้าค่ะ”
สำหรับเซี่ยเวย วิถีแห่งการบรรเลงพิณถือเป็นเรื่องง่ายดาย
เขาบรรเลงบทเพลง ‘เมฆรุ้งกวดจันทร์’ ที่เคยแสดงให้ทุกคนได้ดูในตำหนักเฟิงเฉินวันนี้เสียงพิณดังเป็นระลอก ลื่นไหลดั่งสายธาร
บทเพลงพิณซึ่งเหมาะแก่การฝึกฝนการใช้นิ้วมือเช่นนี้ จังหวะจะเรียบง่ายทว่ารวดเร็วกระฉับกระเฉง ดุจหยดน้ำกระเด้งกระดอนบนผิวธารน้ำแร่อันใสเย็น ดั่งใบไผ่ที่ไหลล่องมาตามสายธารา ไม่สลับซับซ้อน เมื่อบรรเลงโดยเซี่ยเวยก็ทำให้บังเกิดความรู้สึกราวกับได้หวนคืนสู่ธรรมชาติอยู่หลายส่วน
ยามเขาบรรเลงพิณจะจิตใจแน่วแน่ไม่วอกแวก
เมื่อเสียงพิณสิ้นสุดถึงลดมือทั้งสองข้างอย่างแช่มช้า กดสายพิณซึ่งยังคงมีเสียงก้องกังวานเอื่อยเฉื่อย จากนั้นจึงเงยศีรษะขึ้นมาเอ่ยว่า “เจ้าดูชัด…”
‘แล้วหรือไม่’ ติดอยู่ตรงลำคอ ชะงักงันไปทันที
เซี่ยเวยพลันมีสีหน้าย่ำแย่ถึงขีดสุด…
ตรงโต๊ะพิณด้านข้างตัวนั้น เจียงเสวี่ยหนิงซึ่งตอนเพิ่งเข้ามายังนั่งด้วยท่วงท่าอันสง่างาม ก่อนหน้านี้ไม่นานยังเบิกตากว้างรับคำว่า ‘ฟังเข้าใจแล้วเจ้าค่ะ’ ไม่รู้ว่าหลับฟุบไปตั้งแต่เมื่อใด
โต๊ะพิณก็มีขนาดเพียงเท่านี้เมื่อนางฟุบใบหน้าลงไป เจียวอันซึ่งวางอยู่บนโต๊ะจึงถูกเบียดออกไปด้านข้าง นางยกแขนสองข้างขึ้นมาหนุนใต้ศีรษะ ดวงตาหลับสนิทตั้งนานแล้ว แม้แต่ลมหายใจก็เป็นจังหวะสม่ำเสมอ
ถึงกับหลับไปทั้งอย่างนี้เลยหรือ!
นิ้วมือซึ่งยังคงกดอยู่บนสายพิณของเซี่ยเ