่งหมื่นสามพันตำลึง!
นั่นมันเงินตั้งเท่าไร!
โหยวเย่ว์สองตาเบิกโพลง “ท่านพ่อ ท่านเสียสติไปแล้วหรือเจ้าคะ? เหตุใดถึงให้พวกเขาไปตั้งหนึ่งหมื่นสามพันตำลึง?! ผู้คุมกองพันโจวที่มาใหม่ขององครักษ์เสื้อแพรผู้นั้นเป็นพรรคพวกเดียวกันกับเจียงเสวี่ยหนิง! เมื่อเงินพวกนี้ตกถึงมือเขาแล้วก็เหมือนตกถึงมือเจียงเสวี่ยหนิงด้วย!ข้ารู้แล้ว ข้ารู้แล้ว…”
พอพูดถึงตรงนี้ ใบหน้าก็พลันบิดเบี้ยว
“นี่เป็นกับดัก เป็นกลลวง! ท่านพ่อ ท่านเชื่อข้านะเจ้าคะ เป็นเพราะนางสารเลวเจียงเสวี่ยหนิงจงใจยุยงให้โหยวฟางอิ๋นมาทำร้ายข้าต่างหาก นางยังจงใจไปแจ้งความเพื่อเรียกให้เจ้าคนแซ่โจวผู้นั้นมา จะได้หลอกเอาเงินจากจวนปั๋อของพวกเรา! ในเมื่อพวกมันกล้าทำเรื่องพรรค์นี้ออกมาได้ ทั้งยังบีบบังคับเอาเงินจากท่านพ่ออีกพวกเราไม่สู้เข้าไปร้องเรียนในวังจะดีกว่า เช่นนั้นแล้วต้องทำให้พวกมันได้รับผลกรรมอย่างแน่นอนเจ้าค่ะ!”
เพียงชิงหย่วนปั๋อนึกถึงเงินหนึ่งหมื่นสามพันตำลึงนั้นก็เหมือนมีโลหิตกลั่นหยดจากดวงใจ ถึงจะช่วยโหยวเย่ว์ออกมาได้ ทว่ายามนี้จวนปั๋อกำลังอยู่ในช่วงขัดสน เงินจำนวนหนึ่งหมื่นกว่าตำลึงนี้จึงทำให้เจ็บปวดราวกับถูกดึงเอ็นกระชากหนังก็ไม่ปาน
ด้วยเหตุนี้เมื่อเห็นบุตรีสุดที่รักกลับมา นอกจากจะปราศจากความดีใจแม้แต่น้อยแล้ว เขายังหัวเสียยิ่งกว่าเดิม
ครั้นตอนนี้ได้ฟังนางพูดจาเหลวไหลอีก ชิงหย่วนปั๋อก็หมดความอดทน!
เพียะ!
ในที่สุดฝั่ามือจากโทสะอันลุ